Skip to content Skip to footer

การฝังยาคุมคืออะไร? ผลข้างเคียงและวิธีเตรียมตัวเมื่ออยากมีลูก

ฝังยาคุมกำเนิดมีผลต่อการทำเด็กหลอดแก้ว ทำ IVF/icsi หรือไม่

ทุกๆ ครอบครัวคงอยากจะมีลูกเมื่อพร้อม เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับลูกที่จะเกิดมา ทำให้คู่รักหลายคู่เลือกที่จะคุมกำเนิดแบบชั่วคราว ทั้งแบบทานยา แผ่นแปะคุมกำเนิด หรือกระทั่งการยาฉีดคุมกำเนิด  และโดยเฉพาะการฝังยาคุมกำเนิดที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ซึ่งรูปแบบการคุมกำเนิดก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและระยะเวลาในการคุมกำเนิดของแต่ละบุคคล 

แต่เมื่อคู่รักตกลงปลงใจ พร้อมที่จะให้กำเนิดเจ้าตัวน้อยแล้ว คำถามที่มักพบอยู่บ่อยครั้ง การฝังยาคุมเป็นเวลานานส่งผลต่อการมีลูกยากหรือไม่ และต้องหยุดคุมนานแค่ไหนถึงสามารถตั้งครรภ์ได้  โดยเฉพาะคู่รักที่หยุดคุมกำเนิดมากกว่า 1 ปีแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ อาจจะมีความเสี่ยงเข้าข่ายภาวะมีบุตรยากและเมื่อทำเด็กหลอดแก้ว ทำ IVF ICSI จะมีผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่ 

หยุดยาคุมนานแค่ไหนถึงตั้งครรภ์ได้ 

การฝังยาคุม (Contraceptive Implant) เป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราว โดยการฝังหลอดบรรจุฮอร์โมนเล็กๆ ยาวประมาณ 3 เซนติเมตร โดยออกฤทธิ์ได้นาน 3-5 ปี ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ตามกำหนดเวลาที่ฝังยา ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละผลิตภัณฑ์ โดยยาฝังคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์สูงมาก จึงมีโอกาสล้มเหลวที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ไม่เกิน 0.05-0.1%

กระบวนการฝังยาคุมจะยับยั้งกระบวนการตกไข่ โดยการปล่อยโปรเจสโตเจนเข้าสู่ร่างกายอย่างช้าๆ โปรเจสโตเจนยังทำให้มูกปากมดลูกข้นขึ้นและทำให้เยื่อบุมดลูกบางลง และทำให้สเปิร์มเคลื่อนผ่านปากมดลูกได้ยากขึ้น และมีโอกาสน้อยที่มดลูกจะยอมรับไข่ที่ปฏิสนธิแล้ว ซึ่งหลังจากหยุดใช้ยาคุมกำเนิดแบบฝัง จะสามารถมีบุตรได้เร็วกว่าการฉีดยาคุม เนื่องจากฮอร์โมนกระจายออกในปริมาณน้อยและไม่สะสมในร่างกาย

สรุปชัดๆ สำหรับคู่รักที่วางแผนมีบุตร การฝังยาคุม ไม่มีผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ในระยะยาวสำหรับผู้ทำเด็กหลอดแก้ว มีบุตรยาก ทำ IVF/ICSI  ซึ่งขึ้นอยู่กับยาคุมกำเนิดแบบฝัง (ที่ใต้ท้องแขน) ส่วนยาฝังแบบใหม่ คือฝัง 1 แท่งอยู่ได้ 3 ปี ฮอร์โมนออกฤทธิ์เร็ว พอเอาออกสัก 2-3 เดือนก็มีโอกาสท้องแล้ว

ภาวะเจริญพันธุ์หลังหยุดยาฝังคุมกำเนิด

  • ระดับของโปรเจสตินในกระแสเลือดจะลดต่ำมากภายใน 48 ชั่วโมง 
  • การนำแท่งยาชนิดที่มีเอโทโนเจสเตรล (Etonogestrel) ออกในวันที่ 4 กระแสเลือดจะต่ำกว่าระดับที่จะวัดได้ (คือต่ำกว่า 20 พิโคกรัม/มิลลิลิตร) ซึ่งระดับยาดังกล่าวจะไม่มีฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ 
  • ระดับ เอโทโนเจสเตรล (Etonogestrel) จะไม่สามารถตรวจพบในกระแสเลือดภาย 1 สัปดาห์ 
  • ผู้หญิงมากกว่า 90% มีการตกไข่กลับมาภายใน 3 สัปดาห์หลังจากนำแท่งยาออก 
  • อัตราการตั้งครรภ์ใน 1 ปีแรกหลังถอดยาฝัง ไม่แตกต่างจากสตรีทั่วไปที่ไม่ได้คุมกำเนิด 

ทำไมฝังยาคุมกำเนิดจึงไม่มีผลต่อการทำ IVF/ICSI

การคุมกำเนิดเป็นขั้นตอนแรกในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว หรือผู้มีบุตรยาก ทำ IVF ICSI   โดยพื้นฐานแล้วแพทย์จะสั่งยาคุมกำเนิด เพื่อเตรียมรังไข่ให้พร้อมสำหรับการกระตุ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้การเจริญพันธุ์ของคุณสามารถกำหนดรอบเดือนและวางแผนได้อย่างเหมาะสม  
ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว จะใช้ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดสำหรับการกระตุ้นให้ทั้งหมดเติบโตในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งหมายความว่าฟอลลิเคิลจำนวนมากขึ้นจะโตเต็มที่พร้อมๆ กัน ซึ่งจะเพิ่มจำนวนไข่ที่สามารถเก็บได้ เหมาะกับสำหรับคนที่จะทำเด็กหลอดแก้วที่มีปัญหาเรื่องไข่เริ่มต้นไม่ค่อยเท่ากัน การใช้ยาคุมกำเนิดอาจจะควบคุมให้ขนาดไข่เท่า ๆ กันได้ ทำให้ได้ผลการกระตุ้นไข่ที่ดีได้อีกด้วย
ข้อดีของการฝังยาคุมกำเนิด ยังช่วยลดเสี่ยงตั้งครรภ์นอกมดลูก โดยพบว่าอัตราการตั้งครรภ์นอกมดลูกของผู้หญิงที่มีฝังยาคุมกำเนิดมีเพียง 6 คนต่อผู้หญิง 100,000 คนต่อปี เมื่อเทียบกับอัตราการตั้งครรภ์นอกมดลูกของผู้หญิงในสหรัฐอเมริกาที่ไม่ใช้วิธีคุมกำเนิด จะเกิดขึ้น 650 คนต่อผู้หญิง 100,000 คนต่อปี
สำหรับผู้ที่จะเข้ากระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ผู้มีบุตรยาก ทำ IVF/ICSI แพทย์จะแนะนำให้หยุดยาคุมกำเนิด 1-3 รอบเดือน ก่อนเริ่มกระบวนการ เพื่อให้แพทย์ผู้รักษาได้ทราบรอบเดือนปกติของแต่ละท่าน และเป็นแนวทางในการรักษาให้ได้ผลสำเร็จดียิ่งขึ้น​

โอกาสตั้งครรภ์หลังจากหยุดการคุมกำเนิด
เมื่อคู่รักที่ถอนการฝังการคุมกำเนิด จะทำให้คู่รักเข้าสู่ภาวะเจริญพันธุ์จะใช้ระยะเวลาไม่นาน ต่างจากวิธีคุมกำเนิดแบบอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการมีบุตรหลังใช้ยา นอกจากนี้ยาฝังคุมกำเนิดยังมีข้อกำหนดในการใช้งานน้อย โดยโอกาสการตั้งครรภ์มีดังนี้ 

  • ระยะเวลาที่คุณจะตั้งครรภ์ได้หลังจากหยุดการคุมกำเนิดขึ้นอยู่กับวิธีการที่ใช้ ระยะเวลาที่ประจำเดือนจะกลับมา รอบเดือน สุขภาพของคุณ และภาวะเจริญพันธุ์ของคู่นอน รวมถึงปัจจัยอื่นๆ
  • อายุก็มีความสำคัญเช่นกัน จากข้อมูลของ American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) สำหรับคู่รักที่อายุ 20 และ 30 ต้นๆ ผู้หญิงประมาณ 1 ใน 4 สามารถตั้งครรภ์ได้ในระหว่างรอบเดือน และสำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปี โอกาสตั้งครรภ์ใกล้ 1 ใน 10 เท่านั้น
  • ผู้หญิงที่หยุดการคุมกำเนิด จะมีอัตราการตั้งครรภ์อยู่ที่ 83% ภายใน 12 เดือนแรกของการหยุดการคุมกำเนิด 

เตรียมตัวอย่างไรบ้าง เมื่อวางแผนจะมีลูก

ผู้หญิงที่ยังฝังยาคุมกำเนิดอยู่ หากพร้อมที่จะมีลูกก็สามารถไปถอนยาคุมออกได้เลย และเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว หรือผู้มีบุตรยาก ทำ IVF/ICSI
หลังจากถอนแล้วควรเข้ารับการตรวจคัดกรองก่อนการมีบุตร เพื่อดูว่าร่างกายพร้อมต่อการตั้งครรภ์หรือไม่ หรือมีภาวะความเสี่ยงใดที่อาจเกิดขึ้นต่อการตั้งครรภ์ หรือมีพาหะความเสี่ยงใดที่จะส่งต่อไปทารกในอนาคตหรือไม่ เพื่อให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงการตั้งครรภ์ ตลอดจนรับคำแนะนำในการดูแลตัวเองก่อนที่จะมีลูก
หลังหยุดยาคุมกำเนิด ควรดูแลบำรุงร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง ทานอาหารบำรุงไข่ที่อุดมด้วยวิตามิน B เช่น ไข่แดง นม โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ลูกเดือย ซีเรียล ส้ม ซึ่งการทานวิตามินบีอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำจะช่วยให้ไข่ตกอย่างสม่ำเสมอ และยังมีเพิ่มโอกาสให้การตั้งครรภ์มีมากขึ้นอีกด้วยเพื่อสร้างผนังมดลูกให้แข็งแรง 
การปรับฮอร์โมนให้สมดุล ด้วยออกกำลังกายเพราะจะช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนโดพามีนในสมอง ซึ่งจะช่วยลดความเครียดให้คุณรู้สึกแฮปปี้ และควรพักผ่อนให้เพียงพอ ตลอดจนการหากิจกรรมต่างๆ คลายเครียด เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ให้ง่ายขึ้น 

การมีลูกเมื่อพร้อม ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับครอบครัวที่ต้องการสร้างรากฐานครอบครัวให้มั่นคง สำหรับคู่รักที่ต้องการวางแผนครอบครัว ก่อนเลิกใช้ยาคุมกำเนิด ควรมาปรึกษาแพทย์เพื่อที่จะได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม เพราะบ่อยครั้งที่เมื่อหยุดคุมกำเนิดแล้ว แต่ประจำเดือนของคุณไม่กลับมาหลังจาก 3 เดือน หรือรอบเดือนอาจมาไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกี่ยวกับปริมาณประจำเดือนของคุณ และหากอายุน้อยกว่า 35 ปี และพยายามตั้งครรภ์มาแล้ว 12 เดือน หรืออายุเกิน 35 ปีและพยายามตั้งครรภ์มา 6 เดือนแล้ว ข้อบ่งชี้เหล่านี้สะท้อนว่า คุณอาจจะประสบกับภาวะมีบุตรยากและอาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว 

หากคุณเป็นคู่รักที่เตรียมพร้อมจะมีลูกและกำลังถอนยาคุมกำเนิด หรืออยู่ในภาวะมีบุตรยาก Genesis Fertility Center หรือ GFC ศูนย์รวมบริการทางการแพทย์สำหรับมีบุตรยาก โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำหน้ามาช่วยการเจริญพันธ์ให้กับคู่รักที่มีบุตรยาก ด้วยความเชี่ยวชาญที่ผสานความใส่ใจของทีมแพทย์และบุคลากร เมื่อคู่รักตัดสินใจทำการรักษาผู้มีบุตรยาก ด้วยวิธีทำเด็กหลอดแก้ว IVF/ICSI

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ :
Call Center 097-484-5335
เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 9.00 – 20.00 น. หรือ
เสาร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 8.00 – 20.00 น.

คำถามที่พบบ่อย

การฝังยาคุมกำเนิด (Contraceptive Implant) คืออะไร มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงแค่ไหน?

การฝังยาคุมกำเนิดคือการสอดใส่หลอดพลาสติกขนาดเล็กขนาดเท่าไม้จิ้มฟันที่มีฮอร์โมนโปรเจสตินเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณใต้ท้องแขน ตัวยาจะค่อยๆ ปล่อยฮอร์โมนมาควบคุมการตกไข่ วิธีนี้มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงที่สุดในปัจจุบัน โดยมีอัตราความล้มเหลวต่ำกว่า 0.05% (เหนือกว่าการกินยาคุมหรือใส่ถุงยางอนามัย) และคุมได้นาน 3-5 ปี

อาการข้างเคียงที่พบบ่อยหลังจากการฝังยาคุมกำเนิดมีอะไรบ้าง และอันตรายไหม?

อาการข้างเคียงที่พบบ่อยและไม่อันตราย คือ การเปลี่ยนแปลงของประจำเดือน โดยในช่วง 6 เดือนแรกอาจมีเลือดออกกระปริดกระปรอยทางช่องคลอด ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือในผู้หญิงหลายคนประจำเดือนอาจจะขาดหายไปเลยตลอดระยะเวลาที่ฝังยา (ซึ่งเกิดจากผลของฮอร์โมนที่ทำให้ผนังมดลูกบางลง ไม่ใช่เลือดเสียตกค้าง) บางรายอาจมีสิวขึ้น น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

หากเปลี่ยนใจอยากมีลูก สามารถถอดยาฝังคุมกำเนิดก่อนครบกำหนด (3 หรือ 5 ปี) ได้ไหม?

สามารถทำได้ตลอดเวลาตามความต้องการเลยครับ ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบกำหนดอายุของยาฝัง หากคู่สมรสมีความพร้อมที่จะวางแผนมีบุตร สามารถเข้าพบแพทย์เพื่อทำการกรีดผิวหนังขนาดย่อมและคีบเอาหลอดฝังยาคุมออกได้ทันทีโดยใช้เวลาทำเพียง 5-10 นาทีโดยแพทย์เฉพาะทาง

หลังจากถอดยาฝังคุมกำเนิดออกแล้ว ร่างกายจะกลับมามีโอกาสตั้งครรภ์ได้ภายในเวลากี่วัน?

ร่างกายจะกลับคืนสู่ภาวะเจริญพันธุ์อย่างรวดเร็วมากครับ เนื่องจากฮอร์โมนจากยาฝังไม่มีการสะสมค้างยาวนานในเนื้อเยื่อ หลังจากถอดหลอดตัวยาออก ระดับฮอร์โมนจะลดต่ำลงและถูกขับออกจากร่างกายหมดภายใน 24-48 ชั่วโมง และผู้หญิงส่วนใหญ่จะเริ่มกลับมาตกไข่ตามปกติภายใน 2-4 สัปดาห์ พร้อมตั้งครรภ์ได้ทันที

การฝังยาคุมกำเนิดส่งผลเสียทำให้มดลูกฝ่อ รังไข่เสื่อม หรือทำให้กลายเป็นคนมีลูกยากในอนาคตไหม?

ไม่มีผลเสียรุนแรงถาวรเช่นนั้นครับ ยาฝังคุมกำเนิดไม่ทำลายรังไข่และมดลูก เมื่อถอดออกระบบสืบพันธุ์จะคืนสภาพเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม หากถอดออกแล้วผ่านไปหลายเดือนยังมียาก อาจเกิดจากปัจจัยด้านอายุที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงระหว่างการคุมกำเนิด หรือมีภาวะมีบุตรยากแฝงอยู่เดิมแล้ว ซึ่งควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด