Skip to content Skip to footer

คู่มือตรวจโครโมโซมตัวอ่อน PGT-A เพิ่มโอกาสติดง่าย

“คุณหมอคะ เลี้ยงตัวอ่อนจนถึงวันที่ 5 ได้ตัวอ่อนระยะบลาสตอซิสต์เกรดสวยมากเลยค่ะ แต่ทำไมคุณหมอถึงยังแนะนำให้ส่งตรวจโครโมโซม PGT-A อีกเหรอคะ? เกรดสวย ๆ อย่างเดียวยังไม่พอที่จะการันตีว่าลูกจะติดเหรอคะ?” นี่คือหนึ่งในข้อสงสัยที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลาย ๆ คู่มักจะถามหมอด้วยความฉงนใจครับ เพราะเข้าใจว่าตัวอ่อนที่หน้าตาสวยงาม ดูสมบูรณ์ในกล้องจุลทรรศน์ จะต้องมีความปกติและพร้อมเติบโตเป็นเบบี๋เสมอ

หมอมักจะเปรียบเทียบให้คนไข้ฟังง่าย ๆ แบบนี้ครับ การดูเกรดของตัวอ่อน (Embryo Grading) ด้วยสายตาผ่านกล้องจุลทรรศน์ เปรียบเสมือนการที่เรามองดูคนจาก “รูปร่างหน้าตาภายนอก” ว่าคนนี้ดูสวย ดูหล่อ ดูแข็งแรงดี แต่เราไม่มีวันรู้เลยว่า “ระบบความคิดหรือจิตใจข้างใน” ของเขาเป็นอย่างไร การตรวจโครโมโซมตัวอ่อน PGT-A ก็คือการเข้าไปเปิดดูพิมพ์เขียวพันธุกรรมที่อยู่ลึกภายในเซลล์นั่นเองครับ เพราะต่อให้ตัวอ่อนภายนอกเกรด AA สวยงามแค่ไหน แต่ถ้าจำนวนโครโมโซมภายในขาดหรือเกิน แม้ย้ายเข้ามดลูกไปก็อาจจะไม่ฝังตัว หรือฝังตัวแล้วก็แท้งในเวลาต่อมา วันนี้หมอจึงทำคู่มือฉบับเจาะลึกมาให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจกระบวนการนี้อย่างละเอียดครับ

🧬 การตรวจ PGT-A คืออะไร? และทำไมถึงเป็นกุญแจสำคัญในการทำ ICSI?

การตรวจ PGT-A (Preimplantation Genetic Testing for Aneuploidies) หรือที่ในอดีตเราคุ้นเคยกันในชื่อ PGS คือเทคโนโลยีในการคัดกรองความผิดปกติของจำนวนโครโมโซมในตัวอ่อนมนุษย์ ก่อนที่จะทำการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกของคุณแม่ครับ

ตามธรรมชาติแล้ว มนุษย์เราจะมีโครโมโซมทั้งหมด 23 คู่ (หรือ 46 แท่ง) โดยแบ่งเป็นโครโมโซมร่างกาย 22 คู่ และโครโมโซมเพศอีก 1 คู่ (XX สำหรับผู้หญิง และ XY สำหรับผู้ชาย) หากในกระบวนการแบ่งเซลล์ของไข่หรืออสุจิมีความผิดพลาด จะส่งผลให้ตัวอ่อนที่ปฏิสนธิขึ้นมามีจำนวนโครโมโซมที่ขาดหรือเกิน (Aneuploidy) ซึ่งภาวะนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้วอย่างรุนแรง:

  • โครโมโซมเกิน: ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดคือ โครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง (Trisomy 21) จะทำให้เด็กเกิดมาเป็น “ดาวน์ซินโดรม” (Down Syndrome) หรือหากเกินในคู่ที่ 13 (Patau Syndrome) หรือคู่ที่ 18 (Edwards Syndrome) ทารกมักจะมีความพิการรุนแรงและเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือหลังคลอดไม่นาน
  • โครโมโซมขาด: ตัวอย่างเช่น โครโมโซมเพศ X ขาดหายไป 1 แท่ง (Turner Syndrome) ทำให้โครโมโซมเหลือ 45 แท่ง เด็กที่โตขึ้นมาจะมีลักษณะตัวเตี้ย รังไข่ฝ่อ และเป็นหมัน

📊 ตารางเปรียบเทียบ: อัตราความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อนตามช่วงอายุของคุณแม่

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อนมากที่สุดคือ “อายุของคุณแม่” ครับ ยิ่งคุณแม่มีอายุมากขึ้น เซลล์ไข่จะเกิดกระบวนการแบ่งตัวที่ผิดพลาดสูงขึ้นตามวัย หมอได้รวบรวมข้อมูลสถิติทางการแพทย์มาสรุปให้เห็นภาพชัด ๆ ดังนี้ครับ:

ช่วงอายุของคุณแม่อัตราความผิดปกติของโครโมโซมในตัวอ่อนอัตราการแท้งบุตรตามธรรมชาติอัตราความสำเร็จเมื่อย้ายตัวอ่อนที่ผ่าน PGT-A
ต่ำกว่า 30 ปีประมาณ 20% – 25%ต่ำกว่า 10%สูงถึง 65% – 70%
30 – 34 ปีประมาณ 30% – 40%ประมาณ 12% – 15%สูงถึง 65% – 70%
35 – 37 ปีประมาณ 50% – 55%ประมาณ 20% – 25%สูงถึง 60% – 65%
38 – 40 ปีสูงถึง 65% – 70%ประมาณ 30% – 40%สูงถึง 60%
41 – 42 ปีขึ้นไปสูงถึง 80% – 85%สูงกว่า 50% ขึ้นไปประมาณ 50% – 55%

จากตารางคุณพ่อคุณแม่จะเห็นเลยครับว่า สำหรับคุณแม่ที่อายุเกิน 35 ปีขึ้นไป ไข่ครึ่งหนึ่งที่มีอยู่จะมีโครโมโซมที่ผิดปกติ และถ้าอายุเกิน 40 ปี ตัวอ่อนถึง 8 ใน 10 ตัวจะมีความผิดพลาดทางพันธุกรรม นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไมการปล่อยธรรมชาติหรือการย้ายตัวอ่อนโดยไม่ตรวจโครโมโซมในคุณแม่ที่อายุมาก ถึงมีอัตราการติดที่ต่ำและเสี่ยงต่อการแท้งสูงมากครับ

🔬 เจาะลึกขั้นตอนการตรวจ PGT-A ในห้องปฏิบัติการทำอย่างไร? ปลอดภัยต่อตัวอ่อนไหม?

คุณแม่หลายท่านกังวลว่า การไปดึงเซลล์ออกมาตรวจจะทำให้ลูกพิการ สมองแหว่ง หรือตัวอ่อนตายไหม หมอขออธิบายขั้นตอนที่ระมัดระวังและปลอดภัยสูงสุดในแล็บของ GFC ให้ฟังสบายใจขึ้นครับ:

  1. เลี้ยงตัวอ่อนสู่ระยะบลาสตอซิสต์ (Day 5-6): หมอจะเลี้ยงตัวอ่อนจนเติบโตเต็มที่ในระยะที่มีเซลล์แตกตัวออกเป็นประมาณ 100 – 150 เซนติเมตร ซึ่งในระยะนี้ ตัวอ่อนจะแยกส่วนชั้นเซลล์อย่างชัดเจนเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่จะโตไปเป็นตัวทารก (Inner Cell Mass) และส่วนผิวรอบนอกที่จะโตไปเป็นรก (Trophectoderm)
  2. การดึงเซลล์อย่างประณีต (Embryo Biopsy): นักวิทยาศาสตร์เลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) ผู้เชี่ยวชาญระดับสูง จะใช้เลเซอร์ความละเอียดสูงเจาะเปลือกไข่เบา ๆ และเด็ดเอาเซลล์ในส่วนที่เป็น “ส่วนที่จะโตไปเป็นรก” ออกมาเพียง 5-8 เซลล์เท่านั้น โดยจะไม่มีการไปแตะต้องหรือกระทบกระเทือนเซลล์ส่วนที่จะโตไปเป็นตัวทารกเลยครับ ดังนั้นจึงปลอดภัย 100% ไม่ทำให้ทารกพิการแน่นอน
  3. การแช่แข็งตัวอ่อน (Embryo Vitrification): หลังจากดึงเซลล์เสร็จ ตัวอ่อนหลักจะถูกนำไปแช่แข็งไว้ทันทีในถังไนโตรเจนเหลวอุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส เพื่อหยุดเวลาไว้ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด
  4. ส่งวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยี NGS: เซลล์รก 5-8 เซลล์ที่ดึงออกมา จะถูกนำไปสกัดดีเอ็นเอและเข้าเครื่องถอดรหัสพันธุกรรมด้วยเทคโนโลยี Next-Generation Sequencing (NGS) ซึ่งเป็นระบบที่แม่นยำที่สุดในปัจจุบัน สามารถอ่านค่าความผิดปกติของโครโมโซมได้ครบทั้ง 23 คู่ โดยจะใช้เวลาอ่านผลประมาณ 14-21 วัน ครับ

🎯 ประโยชน์สูงสุดของการตรวจ PGT-A ที่คุณพ่อคุณแม่จะได้รับ

เมื่อเราทราบผลการตรวจ PGT-A อย่างชัดเจนแล้ว จะช่วยพลิกโฉมความสำเร็จในการรักษาภาวะมีบุตรยากได้อย่างชัดเจนยั่งยืน:

  • เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ต่อการย้ายตัวอ่อน 1 ครั้งสูงถึง 70%: เพราะเราคัดกรองเอาตัวอ่อนที่มีโครโมโซมผิดปกติ (ซึ่งย้ายไปก็ไม่ติด) ออกไปตั้งแต่แรก ทำให้ไม่เสียเวลาและไม่เสียค่าใช้จ่ายในการย้ายตัวอ่อนรอบเปล่า
  • ลดอัตราการแท้งบุตรให้เหลือต่ำกว่า 10%: สาเหตุของการแท้งในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ กว่า 80% เกิดจากโครโมโซมตัวอ่อนผิดปกติ การตรวจ PGT-A จึงเป็นการแก้ปัญหานี้ที่ต้นเหตุ ลดความเจ็บปวดใจจากการแท้งของคุณแม่ได้อย่างตรงจุด
  • ลดความเสี่ยงการส่งต่อโรคพันธุกรรม: มั่นใจได้ว่าทารกที่เกิดมาจะห่างไกลจากกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม หรือความพิการแต่กำเนิดที่เกิดจากจำนวนโครโมโซมผิดปกติ
  • สนับสนุนการย้ายตัวอ่อนเดี่ยว (Single Embryo Transfer – SET): ช่วยให้แพทย์มั่นใจที่จะเลือกย้ายตัวอ่อนที่สมบูรณ์ที่สุดเพียง 1 ตัวแทนการย้ายทีละ 2 ตัว ช่วยลดความเสี่ยงของการตั้งครรภ์แฝด ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งคุณแม่และลูกน้อย เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือการคลอดก่อนกำหนด

ที่ GFC Clinic เราเพียบพร้อมด้วยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการและนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนที่มีประสบการณ์สูง พร้อมห้องแล็บที่สะอาดและควบคุมสิ่งแวดล้อมระบบปิดระดับสากล คุณพ่อคุณแม่สามารถดูรายละเอียดค่าใช้จ่ายเบื้องต้นได้ที่ ICSI (เด็กหลอดแก้ว) แพ็กเกจและราคา หรือสามารถเข้ามาปรึกษาพวกเราได้เลยครับ นัดปรึกษาแพทย์ GFC Clinic เพื่อเพิ่มความแม่นยำในก้าวสำคัญของการสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบครับ

FAQ — คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน PGT-A

Q: ใครบ้างที่จำเป็นต้องส่งตรวจโครโมโซมตัวอ่อน PGT-A?

A: แม้ว่าการตรวจ PGT-A จะเป็นทางเลือก แต่หมอแนะนำเป็นพิเศษสำหรับคู่รักที่มีข้อบ่งชี้ดังต่อไปนี้ครับ: 1. คุณแม่ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป 2. คู่รักที่เคยมีประวัติแท้งบุตรติดต่อกันตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปโดยไม่ทราบสาเหตุ 3. คู่รักที่เคยผ่านการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) แล้วย้ายตัวอ่อนเกรดสวยงามไม่ติดตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป (Repeated Implantation Failure) และ 4. คู่รักที่มีประวัติเคยตั้งครรภ์ทารกที่มีความผิดปกติทางโครโมโซม หรือบุคคลในครอบครัวมีโรคพันธุกรรมครับ

Q: ผลตรวจ PGT-A ที่บอกว่าตัวอ่อนเป็นภาวะ Mosaic (โมเซอิก) คืออะไร และนำมาใช้ย้ายได้ไหม?

A: ตัวอ่อนโมเซอิก (Mosaic Embryo) คือตัวอ่อนที่มีเซลล์ 2 กลุ่มผสมกันอยู่ครับ คือมีทั้งเซลล์ที่มีโครโมโซมปกติ และเซลล์ที่โครโมโซมผิดปกติปะปนกันในตัวอ่อนตัวเดียว (พบได้ประมาณ 10-20% ของการส่งตรวจ) ทางการแพทย์ในปัจจุบันพบว่า ตัวอ่อนโมเซอิกมีความสามารถในการ “ซ่อมแซมตัวเอง” (Self-correction) โดยเซลล์ที่ปกติจะเจริญเติบโตเร็วกว่าและเบียดเซลล์ที่ผิดปกติให้ฝ่อหายไปได้ ดังนั้น หากคุณแม่ไม่มีตัวอ่อนที่ปกติ 100% เลย แพทย์จะทำการประเมินความเสี่ยงและสามารถนำตัวอ่อน Mosaic บางชนิดมาย้ายเพื่อตั้งครรภ์เป็นทารกที่ปกติและแข็งแรงได้เช่นกันครับ

Q: การตรวจ PGT-A มีโอกาสที่ผลจะคลาดเคลื่อนหรือแปลผลผิดพลาดบ้างไหม?

A: มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากครับ โดยเทคโนโลยี NGS ในปัจจุบันมีความแม่นยำสูงถึง 98% – 99% อย่างไรก็ตาม ความคลาดเคลื่อนประมาณ 1% อาจเกิดขึ้นได้จากภาวะ Mosaicism (เซลล์รกที่ดึงออกมาตรวจ ดันไม่เหมือนกับเซลล์ตัวอ่อนข้างใน) หรือเกิดจากสัญญาณรบกวนในกระบวนการขยายสัญญาณดีเอ็นเอ (DNA Amplification) ดังนั้น ทางการแพทย์จึงยังคงแนะนำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์จากการทำ PGT-A เข้ารับการตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรมซ้ำอีกครั้งในตอนที่อายุครรภ์ได้ 11-14 สัปดาห์เพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ

Q: ตัวอ่อนระยะไหนที่เหมาะสมในการทำ Biopsy เพื่อส่งตรวจ PGT-A มากที่สุด?

A: ระยะบลาสตอซิสต์ (Blastocyst Stage หรือ Day 5-6 ของการเลี้ยงตัวอ่อน) คือระยะที่ดีและปลอดภัยที่สุดครับ ในอดีตยุคแรก ๆ มีการดึงเซลล์จากตัวอ่อนระยะ Day 3 (Cleavage Stage) ซึ่งมีเซลล์เพียง 8 เซลล์ ดึงออกไป 1 เซลล์เท่ากับหายไป 12.5% ทำให้ตัวอ่อนช้ำและโตช้า แต่การดึงในระยะ Day 5 ตัวอ่อนมีเซลล์กว่า 100 เซนติเมตร ดึงออกไป 5 เซลล์คิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก และเป็นการดึงจากเซลล์รก โอกาสที่ตัวอ่อนจะได้รับความเสียหายหรือหยุดโตจึงต่ำมาก ๆ ครับ

Q: ค่าใช้จ่ายในการตรวจ PGT-A คิดอย่างไร และคุ้มค่าที่จะทำไหม?

A: โดยทั่วไปค่าบริการตรวจ PGT-A จะคิดราคาต่อ 1 ตัวอ่อนที่ส่งตรวจครับ (คุณแม่สามารถเลือกส่งตรวจเฉพาะตัวอ่อนที่เกรดดีสมบูรณ์ได้ ไม่จำเป็นต้องส่งหมดทุกตัว) หากถามว่าคุ้มค่าไหม หมอมองว่า “คุ้มค่ามากสำหรับผู้หญิงอายุเกิน 35 ปี” เพราะการย้ายตัวอ่อนรอบหนึ่งมีค่าใช้จ่ายทั้งค่ายาเตรียมผนังมดลูก ค่าแพทย์ และค่าห้องผ่าตัด หากเราย้ายตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์เข้าไป นอกจากจะเสียค่าใช้จ่ายรอบนั้นฟรี ๆ แล้ว หากเกิดการแท้ง คุณแม่ยังต้องเสียเวลาพักฟื้นร่างกายและจิตใจอีกหลายเดือน การตรวจ PGT-A จึงช่วยประหยัดเวลาและลดความเจ็บปวดได้ดีที่สุดครับ

Q: ถ้าตรวจ PGT-A แล้วพบว่าตัวอ่อนโครโมโซมผิดปกติหมดเลยทุกตัว ต้องทำอย่างไรต่อไป?

A: หมอเข้าใจดีครับว่านี่คือสถานการณ์ที่บีบหัวใจคุณพ่อคุณแม่ที่สุด แต่การรู้ล่วงหน้าก็ยังดีกว่าการย้ายไปแล้วแท้งครับ หากเกิดกรณีนี้ แพทย์จะนัดเข้ามาปรึกษาเพื่อหาสาเหตุร่วมกัน โดยประเมินว่าปัญหามาจากคุณภาพของไข่หรืออสุจิ (เช่น ฝ่ายชายมีภาวะ DNA Fragmentation สูง) จากนั้นจะทำการปรับแผนบำรุงร่างกายเข้มข้นล่วงหน้าอีก 3 เดือน เปลี่ยนสูตรยากระตุ้นไข่ หรือนำเทคโนโลยีคัดเลือกอสุจิขั้นสูง เช่น Microfluidic Sperm Sorting (MSS) มาช่วยเสริมในรอบถัดไปเพื่อเพิ่มโอกาสได้ตัวอ่อนที่ปกติครับ

พญ.ปรวัน ตั้งธรรม (หมอมิ้งค์) ใบอนุญาตเลขที่ 36023
แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์เจริญพันธุ์ประจำที่ GFC Clinic