ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว หลังจากที่อสุจิและไข่เกิดการปฏิสนธิกันในห้องปฏิบัติการแล้ว นักวิทย์ฯ จะทำการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนต่อไปในตู้ควบคุมสภาพแวดล้อม ซึ่งหนึ่งในคำศัพท์ที่คุณพ่อคุณแม่มักจะได้ยินจากแพทย์บ่อยที่สุดคือ “ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst)”
วันนี้ GFC จะพามาทำความรู้จักว่าตัวอ่อนระยะนี้คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และทำไมถึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างครอบครัวให้สำเร็จครับ
ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) คืออะไร?
ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) คือ ตัวอ่อนที่ผ่านการเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจนเจริญเติบโตเข้าสู่ วันที่ 5 หรือวันที่ 6 หลังจากการปฏิสนธิ ในระยะนี้ตัวอ่อนจะมีการแบ่งเซลล์จำนวนมาก (ประมาณ 100-200 เซลล์) และเริ่มมีการแยกกลุ่มเซลล์ออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน ได้แก่:
- Inner Cell Mass (ICM): กลุ่มเซลล์ด้านในที่จะเจริญเติบโตไปเป็น “ทารก”
- Trophectoderm (TE): กลุ่มเซลล์รอบนอกที่จะเจริญเติบโตไปเป็น “รก”
ทำไมแพทย์ถึงแนะนำให้เลี้ยงตัวอ่อนถึงระยะบลาสโตซิสต์ (วันที่ 5)?
ในอดีต การทำเด็กหลอดแก้วมักจะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกในวันที่ 3 (ระยะคลีเวจ – Cleavage) แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีตู้เลี้ยงตัวอ่อนที่ทันสมัย แพทย์จึงนิยมเลี้ยงจนถึงวันที่ 5 ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้:
- คัดกรองตัวอ่อนที่แข็งแรงตามธรรมชาติ: ตัวอ่อนที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมรุนแรงมักจะหยุดการเจริญเติบโตไปเองก่อนถึงวันที่ 5 ดังนั้น ตัวอ่อนที่สามารถพัฒนามาจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ได้ จึงถือว่าเป็นตัวอ่อนที่มีความแข็งแรงและมีศักยภาพสูงในระดับหนึ่ง
- เลียนแบบธรรมชาติได้ดีที่สุด: ในการตั้งครรภ์ธรรมชาติ ตัวอ่อนจะเดินทางจากท่อนำไข่มาถึงโพรงมดลูกและพร้อมฝังตัวในวันที่ 5 พอดี การใส่ตัวอ่อนระยะนี้จึงสอดคล้องกับจังหวะความพร้อมของผนังมดลูกมากที่สุด
- เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์: จากสถิติทางการแพทย์ การย้ายตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์มีอัตราการฝังตัวและตั้งครรภ์สูงกว่าตัวอ่อนระยะวันที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญ
เกรดตัวอ่อน (Embryo Grading) บอกอะไรเราได้บ้าง?
ก่อนทำการ นักวิทย์ฯ จะมีการให้คะแนนหรือ “ตัดเกรด” ตัวอ่อนบลาสโตซิสต์ เช่น 4AA, 3BB หรือ 4BC โดยประเมินจาก:
- ความหนาแน่นของเซลล์ที่จะเป็นทารก (Inner Cell Mass)
- การเรียงตัวของเซลล์ที่จะเป็นรก (Trophectoderm)
- ระยะการขยายตัวของตัวอ่อน
เกรด A หรือ B ถือเป็นตัวอ่อนที่รูปร่างสวยงามและมีศักยภาพดี อย่างไรก็ตาม เกรดเหล่านี้เป็นการประเมินลักษณะภายนอก (รูปร่าง) เท่านั้น ไม่ได้การันตีถึงความสมบูรณ์ของโครโมโซมภายในครับ
เพิ่มความมั่นใจอีกขั้น ด้วยการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน
แม้ตัวอ่อนบลาสโตซิสต์เกรด AA จะดูสวยงามแข็งแรง แต่ก็ยังมีโอกาสที่โครโมโซมภายในจะผิดปกติ (โดยเฉพาะในฝ่ายหญิงที่อายุ 35 ปีขึ้นไป)
ที่ GFC เรามีบริการ โดยนักวิทย์ฯ จะทำการดึงเซลล์รก (Trophectoderm) เพียงเล็กน้อยจากตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ไปตรวจ DNA เพื่อคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมก่อนนำไปฝังตัว ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการแท้งและเพิ่มโอกาสได้ทารกที่สมบูรณ์แข็งแรงได้อย่างตรงจุด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำไมตัวอ่อนบางตัวถึงโตไม่ถึงระยะบลาสโตซิสต์?
การที่ตัวอ่อนหยุดการเจริญเติบโต (Arrest) ก่อนถึงวันที่ 5 มักเกิดจากสาเหตุหลักคือ ความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อนเอง (คุณภาพไข่หรือคุณภาพอสุจิไม่สมบูรณ์) หรืออาจเกิดจากสภาพแวดล้อมในการเพาะเลี้ยงที่ไม่เหมาะสม ซึ่งการใช้เทคโนโลยีตู้เลี้ยงตัวอ่อน AI จะช่วยควบคุมปัจจัยภายนอกให้เหมาะสมที่สุดครับ
ตัวอ่อนเกรด C สามารถใส่กลับเข้าโพรงมดลูกได้ไหม?
สามารถทำได้ครับ หากตัวอ่อนเกรด C นั้นเจริญเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์และผ่านการประเมินจากแพทย์ว่ายังมีศักยภาพ แม้โอกาสฝังตัวอาจจะน้อยกว่าเกรด A หรือ B เล็กน้อย แต่ก็มีคนไข้หลายเคสที่ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์และคลอดบุตรที่แข็งแรงจากตัวอ่อนเกรด C ครับ
ดึงเซลล์จากตัวอ่อนบลาสโตซิสต์ไปตรวจโครโมโซม อันตรายไหม?
ไม่เป็นอันตรายต่อทารกครับ เพราะนักวิทย์ฯ จะเลือกดึงเซลล์เฉพาะในส่วนของ “Trophectoderm” หรือส่วนที่จะเจริญไปเป็นรก (Placenta) ออกมาเพียง 3-5 เซลล์เท่านั้น โดยจะไม่ไปแตะต้องส่วน “Inner Cell Mass” ที่จะเจริญไปเป็นทารกอย่างแน่นอนครับ
ใส่ตัวอ่อนบลาสโตซิสต์ 2 ตัวเลยได้ไหม เพื่อให้ได้ลูกแฝด?
การใส่ตัวอ่อน 2 ตัวจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดครรภ์แฝด ซึ่งทางการแพทย์ถือเป็น “ครรภ์เสี่ยงสูง” (มีโอกาสคลอดก่อนกำหนดและทารกน้ำหนักตัวน้อย) ปัจจุบันแพทย์เฉพาะทางจึงมักแนะนำให้ใส่ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ที่ผ่านการตรวจโครโมโซมแล้ว “ทีละ 1 ตัว” (Single Embryo Transfer) ซึ่งให้โอกาสการตั้งครรภ์ที่สูงและมีความปลอดภัยต่อทั้งแม่และเด็กมากที่สุดครับ
