“คุณหมอคะ ตรวจเจอเชื้อ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงแบบนี้ หนูยังจะมีลูกได้ไหมคะ? แล้วถ้าต้องรักษา มดลูกของหนูจะยังมีโอกาสอุ้มท้องได้เหมือนเดิมหรือเปล่า?” นี่คือหนึ่งในคำถามที่เต็มไปด้วยความกังวลใจของคนไข้ผู้หญิงหลาย ๆ คนที่เข้ามาปรึกษาหมอครับ เพราะเมื่อพูดถึงเชื้อ HPV หรือมะเร็งปากมดลูก ทุกคนมักจะนึกถึงอันตรายร้ายแรงและความสูญเสีย จนคิดไปไกลว่าความฝันที่จะได้เป็นคุณแม่อาจต้องจบลง
หมออยากให้คุณแม่ทุกคนสูดหายใจเข้าลึก ๆ และสบายใจขึ้นก่อนครับว่า “การติดเชื้อ HPV หรือแม้กระทั่งการตรวจพบรอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกในระยะแรก ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะหมดโอกาสมีลูกเสมอไปครับ” เทคโนโลยีทางการแพทย์และการเจริญพันธุ์ในปัจจุบันก้าวหน้าไปไกลมาก จนช่วยให้เราสามารถรักษาโรคควบคู่ไปกับการวางแผนปกป้องโอกาสในการมีเจ้าตัวเล็กได้อย่างปลอดภัย วันนี้หมอจะพาทุกคนมาเจาะลึกความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อ HPV มะเร็งปากมดลูก และการมีบุตรยากแบบเข้าใจง่าย ๆ กันครับ
🦠 เชื้อ HPV คืออะไร? ส่งผลต่อการมีบุตรยากและการตั้งครรภ์โดยตรงจริงไหม?
เชื้อ HPV (Human Papillomavirus) เป็นเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยมากในระบบสืบพันธุ์ โดยกว่า 80% ของผู้หญิงและผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์จะมีโอกาสได้รับเชื้อนี้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตครับ ซึ่งสายพันธุ์ของ HPV จะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ:
- สายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำ (Low-risk HPV): เช่น สายพันธุ์ 6 และ 11 มักทำให้เกิดหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศ ไม่พัฒนาไปเป็นมะเร็ง
- สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง (High-risk HPV): เช่น สายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกสูงถึง 70% ของเคสทั้งหมด
แล้วตัวเชื้อ HPV ส่งผลให้ “มีลูกยาก” หรือไม่?
หากตอบตามตรงในเชิงวิทยาศาสตร์ ตัวเชื้อ HPV เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการปฏิสนธิของไข่ หรือทำให้ไข่ฝ่อครับ ผู้หญิงที่ติดเชื้อ HPV ยังสามารถตกไข่และเกิดการปฏิสนธิตามธรรมชาติได้ปกติ แต่สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อการมีลูกจริง ๆ มักเกิดจาก “ผลข้างเคียงของการรักษา” เมื่อเชื้อ HPV นั้นเริ่มพัฒนาไปเป็นรอยโรคก่อนมะเร็ง หรือกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกต่างหากครับ
🔬 ส่องวิธีรักษาโรคบริเวณปากมดลูก กับผลกระทบต่อมดลูกในวันอุ้มท้อง
เมื่อตรวจพบเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูก (Dysplasia) หรือรอยโรคระยะก่อนมะเร็ง (CIN 2/3) แพทย์จำเป็นต้องทำการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลาม ซึ่งวิธีรักษาเหล่านี้อาจส่งผลต่อโครงสร้างของปากมดลูกที่ต้องใช้ในการตั้งครรภ์ ดังนี้ครับ:
- การตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้า (LEEP – Loop Electrosurgical Excision Procedure):
- วิธีรักษา: เป็นการใช้ขดลวดไฟฟ้าขนาดเล็กตัดเนื้อเยื่อปากมดลูกส่วนที่ผิดปกติออกเป็นรูปกรวยคว่ำ
- ผลกระทบต่อการมีลูก: การตัดเนื้อปากมดลูกออกไปบางส่วน อาจทำให้ปากมดลูกสั้นลง หรือเกิดพังผืดทำให้รูเปิดปากมดลูกตีบแคบ ซึ่งอาจขัดขวางไม่ให้อสุจิว่ายผ่านเข้าไปปฏิสนธิได้ง่าย และเมื่อตั้งครรภ์ ปากมดลูกที่สั้นลงอาจเสี่ยงต่อภาวะ “ปากมดลูกปิดไม่สนิท” (Cervical Incompetence) ทำให้เสี่ยงต่อการแท้งบุตรในไตรมาสที่สอง หรือคลอดก่อนกำหนดได้ครับ
- การตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวยด้วยใบมีด (Cold Knife Conization):
- วิธีรักษา: คล้ายกับการทำ LEEP แต่เป็นการใช้ใบมีดผ่าตัดเนื้อเยื่อออกในกรณีที่รอยโรคลึกกว่า
- ผลกระทบต่อการมีลูก: เนื่องจากมีการสูญเสียเนื้อเยื่อปากมดลูกในปริมาณที่มากกว่าการทำ LEEP ความเสี่ยงเรื่องปากมดลูกปิดไม่สนิทและการคลอดก่อนกำหนดจึงเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยครับ
- การผ่าตัดตัดมดลูก (Hysterectomy):
- วิธีรักษา: ใช้ในกรณีที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามแล้ว จำเป็นต้องตัดมดลูกออกทั้งหมดเพื่อรักษาชีวิตคนไข้
- ผลกระทบต่อการมีลูก: จะไม่สามารถตั้งครรภ์เองได้อีกต่อไป เนื่องจากไม่มีมดลูกที่เป็นบ้านให้ตัวอ่อนฝังตัวแล้วครับ แต่หากตรวจพบไวและวางแผนดี ๆ เรายังสามารถรักษา “รังไข่” เพื่อเก็บไข่ไว้ได้ครับ
📊 ตารางสรุป: ระยะของรอยโรคปากมดลูก ผลกระทบ และแนวทางการรักษาเพื่อวางแผนมีลูก
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนในการวางแผนครอบครัว หมอได้ทำตารางสรุปการประเมินความเสี่ยงและแนวทางการเตรียมพร้อมสำหรับการมีบุตรในแต่ละระดับอาการมาให้ดังนี้ครับ:
| ระดับความผิดปกติของปากมดลูก | วิธีการรักษาโรค | ผลกระทบต่อการมีลูก | แนวทางการรักษาเพื่อเตรียมมีบุตร |
| ติดเชื้อ HPV (ยังไม่มีรอยโรค) | ติดตามอาการ อัลตราซาวด์ และตรวจติตตามทุก 6-12 เดือน | ไม่มีผลกระทบ | สามารถปล่อยตั้งครรภ์ธรรมชาติ หรือทำ ICSI/IUI ได้ทันทีตามปกติ โดยไม่ต้องกังวล |
| รอยโรคระยะก่อนมะเร็ง (CIN 1 / 2 / 3) | ทำการตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้า (LEEP) หรือจี้เย็น | ปานกลาง (เสี่ยงปากมดลูกสั้น, คลอดก่อนกำหนด) | แนะนำให้พักมดลูกหลังทำ LEEP อย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อให้เนื้อเยื่อสมานตัวดี ก่อนเริ่มกระบวนการตั้งครรภ์ |
| มะเร็งปากมดลูก ระยะเริ่มต้น (Stage IA1) | ผ่าตัดตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย หรือผ่าตัดเฉพาะปากมดลูกรักษาตัวมดลูกไว้ | ปานกลางถึงสูง (ต้องดูแลใกล้ชิดขณะตั้งครรภ์) | สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่เมื่อตั้งครรภ์แพทย์มักจะพิจารณาทำ “การเย็บผูกปากมดลูก” (Cervical Cerclage) ในช่วงอายุครรภ์ 12-14 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนด |
| มะเร็งปากมดลูก ระยะลุกลาม (Stage IA2 ขึ้นไป) | ผ่าตัดตัดมดลูกทั้งหมด และ/หรือ ให้เคมีบำบัด รังสีรักษา | สูงมาก (ไม่สามารถอุ้มท้องเองได้, รังไข่ฝ่อจากรังสี) | ต้องเข้าสู่กระบวนการฝากไข่ (Egg Freezing) หรือเก็บตัวอ่อนแช่แข็งไว้ก่อนเริ่มการรักษาโรคมะเร็ง เพื่อรักษาโอกาสในการมีทายาทในอนาคต |
💡 กลยุทธ์ “ฝากไข่/เก็บตัวอ่อน” ทางรอดที่สำคัญที่สุดก่อนรักษามะเร็งปากมดลูก
ในกรณีที่คนไข้โชคร้ายตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะที่ต้องได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสี (Radiotherapy) หรือการให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) สิ่งที่หมออยากจะเน้นย้ำและให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งคือ “การส่งต่อคนไข้มาพบแพทย์เฉพาะทางด้านผู้มีบุตรยากเพื่อทำการฝากไข่หรือเก็บตัวอ่อนอย่างเร่งด่วนครับ”
ทำไมขั้นตอนการแช่แข็งเซลล์สืบพันธุ์ถึงวิกฤตและรอไม่ได้?
- รังไข่ถูกทำลายจากรังสีและเคมี: การฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกรานเพื่อรักษามะเร็ง รวมถึงยาเคมีบำบัด จะเข้าไปทำลายเซลล์ไข่ในรังไข่อย่างรุนแรงและถาวร ทำให้หลังจบการรักษามะเร็ง คนไข้ส่วนใหญ่จะมีภาวะ “รังไข่เสื่อมก่อนกำหนด” รังไข่ฝ่อ ประจำเดือนหมด และไม่มีเซลล์ไข่เหลืออยู่เลย
- กระบวนการด่วน (Urgent Fertility Preservation): ที่ GFC Clinic เรามีโปรโตคอลพิเศษสำหรับคนไข้กลุ่มนี้ โดยเราสามารถเริ่มกระบวนการกระตุ้นไข่ได้ทันทีในทุกช่วงของรอบเดือน (Random Start Protocol) ซึ่งใช้เวลาเพียง 10-12 วัน ก็สามารถเจาะเก็บไข่ที่สมบูรณ์ออกมาแช่แข็ง (Egg Freezing) หรือผสมอสุจิเป็นตัวอ่อนแช่แข็งเก็บรักษาไว้ได้อย่างปลอดภัย ก่อนส่งคนไข้กลับไปรักษามะเร็งอย่างทันท่วงที โดยไม่ทำให้การรักษามะเร็งต้องล่าช้าออกไปจนเกิดอันตรายครับ
🛡️ การป้องกันและการตรวจคัดกรอง: อาวุธลับที่ดีที่สุดของผู้หญิงทุกคน
หมอเชื่อเสมอว่า “การป้องกันและตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ คือการรักษาที่ดีที่สุด” เพื่อไม่ให้โรคบานปลายจนกระทบต่อมดลูกและรังไข่ หมอขอแนะนำ 2 สิ่ง ที่ผู้หญิงทุกคน (โดยเฉพาะคนที่วางแผนมีลูก) ควรทำดังนี้ครับ:
- ฉีดวัคซีน HPV (HPV Vaccine): ในปัจจุบันแนะนำให้ฉีดวัคซีนชนิด 9 สายพันธุ์ ซึ่งครอบคลุมสายพันธุ์เสี่ยงสูงและต่ำที่พบบ่อยได้มากที่สุด สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไปจนถึง 45 ปี การฉีดวัคซีนก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกจะให้ประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้มากกว่า 90%
- ตรวจคัดกรองแบบ HPV DNA Test ร่วมกับ Pap Smear: แนะนำให้ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี หรือทุก 3-5 ปี (ขึ้นอยู่กับวิธีตรวจ) การตรวจแบบ HPV DNA Test สามารถเจาะลึกหาตัวเชื้อไวรัสในระดับสายพันธุ์ได้อย่างแม่นยำ ทำให้แพทย์สามารถเฝ้าระวังและจัดการกับเซลล์ผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นมะเร็งและทำลายความฝันการมีลูกของคุณแม่ครับ
เรื่องของเชื้อ HPV และปากมดลูกไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่จุดจบของการมีบุตรครับ หากคุณแม่ตรวจพบความผิดปกติ หรือกำลังวางแผนรักษาโรคเกี่ยวกับปากมดลูก แวะเข้ามาปรึกษาทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ GFC Clinic เพื่อร่วมกันวางแผนปกป้องรังไข่และเตรียมความพร้อมของมดลูกไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้ นัดปรึกษาแพทย์ เพื่อความอุ่นใจและอนาคตที่สมบูรณ์ของครอบครัวครับ
FAQ — คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเชื้อ HPV มะเร็งปากมดลูก และภาวะมีบุตรยาก
Q: ถ้าตรวจเจอเชื้อ HPV ระหว่างที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ เชื้อจะแพร่ไปสู่ลูกในท้องจนอันตรายไหม?
A: โดยทั่วไปแล้ว เชื้อ HPV ไม่ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ และไม่ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดครับ ตัวเชื้อจะไม่ผ่านรกไปสู่ลูกในท้อง อย่างไรก็ตาม มีโอกาสน้อยมาก (ต่ำกว่า 1%) ที่ทารกอาจได้รับเชื้อ HPV ในขณะที่คลอดผ่านทางช่องคลอด หากคุณแม่มีรอยโรคหูดหงอนไก่ขนาดใหญ่บริเวณช่องคลอด ซึ่งอาจทำให้เด็กเกิดภาวะเนื้องอกในกล่องเสียง (Laryngeal Papillomatosis) ได้ แต่ในกรณีที่เป็นเชื้อสายพันธุ์เสี่ยงสูงที่ปากมดลูก มักไม่มีผลต่อการคลอดธรรมชาติครับ แพทย์จะประเมินความปลอดภัยเป็นรายบุคคล
Q: แฟนตรวจเจอเชื้อ HPV แล้วตัวเราเองจำเป็นต้องรักษา หรือตรวจหาเชื้อด้วยไหม?
A: แนะนำให้เข้ามาตรวจคัดกรองครับ เนื่องจากเชื้อ HPV ติดต่อผ่านการสัมผัสทางเพศสัมพันธ์เป็นหลัก หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเชื้อ อีกฝ่ายก็มักจะมีเชื้อด้วยเช่นกัน ในผู้ชายเชื้อ HPV อาจก่อให้เกิดมะเร็งอวัยวะเพศ มะเร็งทวารหนัก หรือหูดได้ แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีการตรวจคัดกรองเชื้อ HPV ในผู้ชายที่เป็นมาตรฐานสากลเหมือนผู้หญิง แต่ฝ่ายชายก็สามารถดูแลตัวเองได้ด้วยการฉีดวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์เพื่อช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อกลับไปกลับมา (Ping-pong infection) ให้กับคู่รักได้ครับ
Q: เคยทำ LEEP (ตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้า) มาแล้ว จะสามารถเบ่งคลอดลูกเองตามธรรมชาติได้ไหม?
A: สามารถทำได้ในบางเคส แต่ต้องได้รับการประเมินอย่างใกล้ชิดจากสูตินรีแพทย์ครับ การทำ LEEP อาจทำให้เกิดแผลเป็นหรือพังผืดเหนียวบริเวณปากมดลูก ซึ่งบางครั้งอาจส่งผลให้ปากมดลูกไม่ยอมเปิดขยายออกตามปกติเมื่อถึงเวลาเจ็บท้องคลอด (Cervical Dystocia) นอกจากนี้ หากแพทย์ประเมินว่าปากมดลูกของคุณแม่สั้นและมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการฉีกขาดรุนแรงระหว่างเบ่ง แพทย์ก็อาจแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้วิธีผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง (C-Section) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดแทนครับ
Q: ฉีดวัคซีน HPV ตอนอายุมากกว่า 30 ปี หรือหลังจากที่มีลูกแล้ว จะยังช่วยป้องกันโรคได้อยู่ไหม?
A: ยังคงได้ประโยชน์สูงมากครับ แม้ว่าการฉีดวัคซีน HPV จะได้ผลดีที่สุดเมื่อฉีดก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก แต่การฉีดในวัยผู้ใหญ่ (อายุ 30-45 ปี) หรือหลังจากมีบุตรแล้ว ก็ยังสามารถช่วยสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่เรายังไม่เคยได้รับมาก่อนได้ครับ (เช่น หากเราเคยติดสายพันธุ์ 16 ไปแล้ว วัคซีนก็จะยังช่วยปกป้องเราจากสายพันธุ์ 18, 31, 33, 45, 52, 58 ได้อยู่ครับ) ดังนั้นการฉีดวัคซีนในวัยนี้จึงยังคุ้มค่าในการลดความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกในระยะยาวครับ
Q: ถ้าฝากไข่แช่แข็งไว้ก่อนรักษามะเร็งปากมดลูก แล้วในอนาคตที่รักษาหายแล้วจะเอาไข่มาใช้ตั้งครรภ์ได้อย่างไร?
A: ในอนาคตเมื่อคุณแม่รักษามะเร็งปากมดลูกจนหายขาดและได้รับการยินยอมจากแพทย์เจ้าของไข้โรคมะเร็งแล้ว เราจะนำไข่ที่แช่แข็งไว้มาละลายและปฏิสนธิกับอสุจิของสามีด้วยวิธี ICSI (เด็กหลอดแก้ว) จนได้ตัวอ่อนครับ ส่วนการฝังตัวเพื่อตั้งครรภ์จะขึ้นอยู่กับวิธีรักษามะเร็งที่ผ่านมา หากคุณแม่รักษาโดยการผ่าตัดตัดมดลูกออกไปแล้ว จะไม่สามารถอุ้มท้องเองได้ จำเป็นต้องใช้กระบวนการ “ตั้งครรภ์แทนทางการแพทย์” (Surrogacy) โดยนำตัวอ่อนของคุณแม่ไปฝากเลี้ยงในมดลูกของหญิงตั้งครรภ์แทนตามเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์อย่างถูกต้องครับ
Q: เชื้อ HPV สามารถหายไปเองจากร่างกายได้ไหม หรือถ้าติดแล้วจะต้องเป็นไปตลอดชีวิต?
A: ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถกำจัดเชื้อ HPV ให้หายไปเองได้ถึง 90% ภายในระยะเวลา 1-2 ปีครับ ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้อจะไม่มีอาการใด ๆ แสดงออกมาเลย และเชื้อจะถูกเม็ดเลือดขาวทำลายไปได้เองตามธรรมชาติ มีเพียงประมาณ 10% เท่านั้นที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อได้ ทำให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง (Persistent Infection) ซึ่งกลุ่มที่มีการติดเชื้อเรื้อรังต่อเนื่องเป็นเวลา 5-10 ปีขึ้นไปนี้เองที่มีความเสี่ยงสูงในการพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็งปากมดลูกครับ การทำร่างกายให้แข็งแรง นอนพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่สูบบุหรี่ จะช่วยให้ภูมิคุ้มกันกำจัดเชื้อได้ดีขึ้นครับ

พญ.ชมพูนุช จันทรกระวี ใบอนุญาตเลขที่ 45222
แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์เจริญพันธุ์ประจำที่ GFC Clinic
