Skip to content Skip to footer

นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน อีกหนึ่งเบื้องหลังสำคัญของความสำเร็จในการรักษาภาวะมีบุตรยาก

นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน: ผู้ดูแลความหวังเล็กๆ ในห้องแล็บที่หลายคนไม่เคยเห็น

เมื่อพูดถึงการรักษาภาวะมีบุตรยาก ภาพที่หลายคนนึกถึงคือแพทย์ผู้วางแผนการรักษา พยาบาลผู้ดูแลคนไข้ หรืออัลตราซาวด์ที่แสดงความคืบหน้าของไข่ แต่ยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการรักษา แทบไม่ปรากฏให้คนไข้เห็น นั่นคือทีมนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน ผู้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องปฏิบัติการ เพื่อดูแลเซลล์ที่บอบบางที่สุดของร่างกายมนุษย์ตั้งแต่วินาทีแรกที่ออกจากร่างกาย

บทบาทนี้ไม่ใช่แค่การ “เลี้ยงเซลล์” ในจานเพาะเชื้อ แต่คือการจำลองสภาพแวดล้อมภายในร่างกายให้ใกล้เคียงที่สุด เพื่อให้ไข่ อสุจิ และตัวอ่อนมีโอกาสเจริญเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทำไมห้องแล็บถึงสำคัญต่อผลลัพธ์การรักษา

ในการทำเด็กหลอดแก้วหรือ IVF ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของไข่และอสุจิเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างที่เซลล์เหล่านั้นอยู่นอกร่างกายด้วย ระหว่างการเพาะเลี้ยง ตัวอ่อนต้องอยู่ในตู้เลี้ยงที่ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเข้มงวด แม้การเปิด-ปิดตู้เพียงไม่กี่วินาทีก็อาจรบกวนสภาพแวดล้อมได้

นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจึงต้องทำงานด้วยความแม่นยำสูง ตั้งแต่วันที่เก็บไข่ ไปจนถึงวันที่ตัวอ่อนพร้อมย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก โดยมีหน้าที่หลักดังนี้

  • รับและประเมินคุณภาพเซลล์ไข่และอสุจิที่ได้มาในแต่ละรอบการรักษา
  • ทำ ICSI หรือการฉีดอสุจิเข้าไปในไข่โดยตรง สำหรับกรณีที่อสุจิมีจำนวนหรือคุณภาพไม่เพียงพอ
  • เพาะเลี้ยงตัวอ่อนและติดตามการแบ่งเซลล์ในแต่ละวัน เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่มีพัฒนาการดีที่สุด
  • รายงานข้อมูลพัฒนาการของตัวอ่อนให้แพทย์ทราบ เพื่อประกอบการตัดสินใจร่วมกับคนไข้

การตัดสินใจในห้องแล็บที่ส่งผลต่อรอบการรักษา

หลายคนอาจคิดว่านักวิทยาศาสตร์ในห้องแล็บทำหน้าที่ “ทำตามขั้นตอน” ที่แพทย์สั่งเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ทีมวิทยาศาสตร์มีส่วนร่วมในการตัดสินใจสำคัญหลายจุด เช่น การประเมินว่าไข่ใบใดโตเต็มที่พอจะปฏิสนธิได้ หรือตัวอ่อนควรเลี้ยงต่อถึงระยะบลาสโตซิสต์หรือควรย้ายเร็วขึ้น

ข้อมูลจากการสังเกตตัวอ่อนในแต่ละวัน จะถูกนำมาประเมินร่วมกับแพทย์ผู้รักษา เพื่อวางแผนว่าควรรอผลการตรวจทางพันธุกรรมก่อนหรือไม่ ควรย้ายตัวอ่อนสดหรือแช่แข็งไว้ก่อน ซึ่งการตัดสินใจเหล่านี้ล้วนมีผลโดยตรงต่อโอกาสของการตั้งครรภ์ในรอบนั้น

ทีมที่ทำงานประสานกันมากกว่าที่คนไข้เห็น

แม้คนไข้จะไม่ได้พบหน้านักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนในวันตรวจ หรืออาจไม่รู้จักชื่อของพวกเขา แต่ทุกครั้งที่แพทย์แจ้งผลว่ามีตัวอ่อนกี่ตัวที่เจริญเติบโตดี ตัวเลขเหล่านั้นมาจากการเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดของทีมแล็บที่ทำงานต่อเนื่องทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงระหว่างการเก็บไข่จนถึงวันย้ายตัวอ่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องติดตามพัฒนาการอย่างละเอียด

เมื่อคนไข้ได้รับข่าวดีว่าตั้งครรภ์ ความสำเร็จนั้นไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลจากทีมที่ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่แพทย์ที่วางแผนการรักษา พยาบาลที่ให้คำปรึกษา ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ดูแลตัวอ่อนในทุกช่วงเวลาที่อยู่ในห้องแล็บ

สำหรับทีมวิทยาศาสตร์ ทุกตัวอ่อนที่ได้รับการดูแลไม่ได้เป็นเพียง “ตัวอย่าง” ในห้องปฏิบัติการ แต่คือความหวังของครอบครัวหนึ่งที่รอคอยการมีบุตร การได้เห็นครอบครัวนั้นตั้งครรภ์สำเร็จ คือความภาคภูมิใจที่ไม่อาจเทียบได้กับผลการทดลองใดๆ

คำถามที่คนไข้มักสงสัยเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน

นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนต้องเรียนจบอะไรมาถึงทำงานนี้ได้

โดยทั่วไปต้องจบปริญญาตรีหรือโทในสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ เช่น จุลชีววิทยา ชีววิทยา หรือเทคนิคการแพทย์ จากนั้นต้องผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางด้านเอ็มบริโอวิทยาคลินิก ซึ่งรวมถึงการฝึกปฏิบัติในห้องแล็บจริงภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่จะปฏิบัติงานได้อย่างอิสระ

ตัวอ่อนที่เพาะเลี้ยงในห้องแล็บกับตัวอ่อนในร่างกายธรรมชาติแตกต่างกันไหม

ตัวอ่อนที่เพาะเลี้ยงนอกร่างกายถูกออกแบบให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลียนแบบภายในมดลูกให้มากที่สุด ทั้งอุณหภูมิ สารอาหาร และระดับก๊าซ แต่การเพาะเลี้ยงนอกร่างกายไม่สามารถทดแทนสภาพแวดล้อมจริงได้ทั้งหมด จึงเป็นเหตุผลที่ทีมแล็บต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่มดลูก

ระหว่างที่ตัวอ่อนอยู่ในห้องแล็บ มีใครตรวจสอบทุกวันหรือไม่

มี ทีมนักวิทยาศาสตร์จะบันทึกพัฒนาการของตัวอ่อนทุกวัน ตั้งแต่การปฏิสนธิ การแบ่งเซลล์ จนถึงระยะที่พร้อมย้ายหรือแช่แข็ง โดยใช้กล้องจุลทรรศน์และระบบบันทึกภาพ เพื่อให้แน่ใจว่าตัวอ่อนมีการเจริญเติบโตตามเกณฑ์ และสามารถรายงานให้แพทย์ทราบเป็นระยะ

การเลือกตัวอ่อนเพื่อย้ายกลับมดลูกใช้เกณฑ์อะไรตัดสิน

ทีมแล็บจะประเมินจากลักษณะภายนอกของตัวอ่อน เช่น จำนวนเซลล์ ความสม่ำเสมอของการแบ่งตัว และคุณภาพของเซลล์ชั้นนอกที่ล้อมรอบตัวอ่อน ร่วมกับข้อมูลทางคลินิกของคนไข้ที่แพทย์ประเมิน เช่น อายุ ประวัติการตั้งครรภ์ และผลการตรวจทางพันธุกรรม หากมีการตรวจ การตัดสินใจเลือกตัวอ่อนจึงเกิดจากการหารือร่วมกันระหว่างแพทย์และทีมวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง

ถ้าตัวอ่อนไม่เจริญเติบโตถึงวันที่ย้าย แปลว่าห้องแล็บทำผิดพลาดหรือไม่

ไม่เสมอไป ตัวอ่อนบางส่วนหยุดการเจริญเติบโตได้เองจากความผิดปกติของโครโมโซมหรือพันธุกรรมของตัวอ่อนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้แม้ในการตั้งครรภ์ปกติ ทีมแล็บมีหน้าที่รายงานข้อมูลตามจริง เพื่อให้แพทย์นำไปใช้วางแผนรอบการรักษาต่อไป ไม่ใช่การหาว่าใครผิดพลาด

คนไข้สามารถขอพบหรือพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนได้หรือไม่

ในหลายคลินิกมีช่องทางให้คนไข้สื่อสารกับทีมแล็บได้ เช่น การสอบถามผ่านพยาบาลหรือแพทย์ผู้ดูแล ซึ่งจะส่งต่อข้อมูลให้ทีมวิทยาศาสตร์ หรือในบางกรณีอาจมีการนัดหมายเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนในห้องแล็บ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสถานพยาบาล

บทความนี้ผ่านการตรวจทานโดย รศ.นพ.พิทักษ์ เลาห์เกริกเกียรติ (ว.18494) แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

หากต้องการประเมินภาวะเจริญพันธุ์หรือวางแผนการรักษา GFC — Genesis Fertility Center สามารถนัดหมายเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะกับแต่ละบุคคลได้