Skip to content Skip to footer

หลังทำ IVF / ICSI คุณแม่สามารถทำงานได้หรือไม่

แก้ไขปัญหาภาวะมีบุตรยาก ด้วยกระบวน IVF / ICSI แม่นยำ ปลอดภัย

IVF  หรือ In Vitro Fertilization คือเทคโนโลยีทางการเจริญพันธุ์ที่ช่วยให้บุคคลหรือคู่รักที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยาก โดยการทำ IVF / ICSI เกี่ยวข้องกับกระบวนการการผสมไข่กับน้ำเชื้อนอกร่างกาย มักถูกนำมาเมื่อการรักษาภาวะการเจริญพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ หรือเมื่อมีปัญหาภาวะมีบุตรยา

กระบวนการ IVF / ICSI ประกอบด้วยขั้นตอนหลายขั้นตอน โดยขั้นตอนแรก ผู้หญิงจะได้รับการกระตุ้นให้รังไข่โดยการให้ยาเพื่อกระตุ้นให้รังไข่ผลิตไข่หลาย ๆ ฝั่ง จากนั้นไข่ที่ได้รับมาจะถูกแช่แข็งเก็บไว้ หลังจากที่ฝ่ายหญิงและฝ่ายชายมีการเตรียมตัวพร้อมแล้วจะนำไข่ผสมกับน้ำเชื้อในจานทดลองเพื่อให้เกิดการผสม นอกจากนี้ยังสามารถฉีดน้ำเชื้อสายเข้าไปผสมในไข่ (intracytoplasmic sperm injection, ICSI) โดยฉีดน้ำเชื้อเข้าไปในไข่ตรง ๆ ได้อีกด้วย และเมื่อเกิดการผสมเกิดขึ้นแล้ว ตัวอ่อนที่เกิดขึ้นจะถูกเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเป็นเวลาหลายวัน ตัวอ่อนที่แข็งแรงและเหมาะสมที่สุดจะถูกเลือกสำหรับการถ่ายเข้าสู่มดลูกของผู้หญิง โดยจะทำผ่านทางท่อช่วยด้วยอัลตร้าซาวด์ และเป็นกระบวนการที่รวดเร็วและไม่เจ็บปวด

หลังการใส่ตัวอ่อน IVF / ICSI จะต้องทำอย่างไรบ้าง

ขอแสดงความยินดีกับว่าที่คุณแม่ที่คุณได้เข้าสู่ขั้นตอนสำคัญในการทำ IVF / ICSI เสร็จสิ้นขั้นตอนการใส่ตัวอ่อนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่ประสบความสำเร็จได้ ในบทความนี้ เราจะแนะนำว่าหลังการใส่ตัวอ่อน IVF / ICSI จะต้องทำอย่างไรบ้าง

1. พักผ่อนและผ่อนคลาย
หลังการใส่ตัวอ่อน สิ่งสำคัญคือให้ร่างกายของคุณได้รับเวลาและพื้นที่ที่จำเป็นในการฟื้นฟู ให้คุณเองได้พักผ่อนและผ่อนคลายตัวเองสำหรับสองสามวันถัดมา ไม่จำเป็นต้องจะต้องกังวลกับท่านอน แต่ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้แรง หรือยกของหนัก ให้ร่างกายได้สัมผัสกับความผ่อนคลายและให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของตัวเอง

2. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ของคุณ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะมีบุตรยากของคุณจะให้คุณคำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการดูแลหลังการถ่ายตัวอ่อน คำแนะนำเหล่านี้อาจรวมถึงคำแนะนำเกี่ยวกับยา การจำกัดอาหาร และระดับกิจกรรม มีความสำคัญที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ขั้นตอนการทำ IVF / ICSI เป็นไปอย่างเหมาะสมและช่วยทำให้การฝังไข่และการพัฒนาไข่เป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย

3. รักษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ดี
การรับรู้พฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสนับสนุนความอุ่นใจของคุณและสุขภาพทั่วไป การรับประทานอาหารที่มีโภชนาการที่สมดุลรวมถึงผลไม้ ผัก ธัญญา หรือแป้ง และควรรักษาระดับการดื่มน้ำเพียงพอ จำกัดการบริโภคกาแฟและแอลกอฮอล์ รวมถึงรวมการทำกิจกรรมอ่อน ๆ เช่นเดินอย่างช้า ๆ หรือโยคะ และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก

4. ลดความเครียด
การลดระดับความเครียดเป็นสิ่งสำคัญในช่วงหลังการทำ IVF / ICSI คุณต้องเรียนรู้เทคนิคการผ่อนคลายอย่างตรงจุด เช่น การฝึกโยคะ การอ่านหนังสือ การฟังเพลง หรือการเขียนสมุดวาดภาพ ลองหาวิธีที่เหมาะสมสำหรับคุณเองและทำอย่างสม่ำเสมอ

5. การได้รับการสนับสนุนจากผู้อื่น
การได้รับการกำลังใจที่มีค่าจากคนรอบข้างคุณในช่วงนี้ เช่น คนรักคุณ ครอบครัว และเพื่อน ซึ่งอาจรวมถึงการแชร์ประสบการณ์และคำปรึกษาจากผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำ IVF / ICSI อาจจะมีกลุ่มสนับสนุนสำหรับการตั้งครรภ์เป็นช่วงหลังการถ่ายตัวอ่อนที่สามารถช่วยเสริมสร้างความกำลังใจและบรรเทาความกังวล

6. ปฏิเสธกิจกรรมที่เพิ่มความเสี่ยง
หลังการทำ IVF / ICSI คุณควรเลี่ยงกิจกรรมที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการตั้งครรภ์ และปฏิเสธกิจกรรมบางอย่างที่อาจทำให้คุณรู้สึกไม่สบายตัว เช่น การซาวน่าด้วยความร้อน การใช้ยานพาหนะที่เสี่ยงต่อการแท้ง หรือการออกกำลังกายอย่างหนักโดยไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์

7. การติดตามการนัดหมาย
คุณจะต้องติดตามการนัดหมายกับแพทย์ของคุณ เพื่อให้พบกับผู้เชี่ยวชาญอย่างเคร่งครัด และรับคำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนต่อไปหลังจากใส่ตัวอ่อน ดังนั้นการไปตามนัดหมายนี้จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการดูแลตัวเองในช่วงหลังการฝังตัวอ่อนเข้าสู่ร่างกาย 

ถึงแม้ว่ากระบวนการทำ IVF / ICSI จะเป็นกระบวนการที่คุณสามารถมั่นใจได้ว่าทารกที่เกิดมานั้นจะแข็งแรงสมบูรณ์เพราะเป็นสิ่งที่ถูกเลือกมาอย่างดีแล้ว แต่ระหว่างการเจริญเติบโตหรือหลังจากการฝั่งตัวอ่อนเข้าสู่มดลูกคุณแม่จะต้องระวังตัวและปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด สนใจการทำ IVF / ICSI หรือรักษาภาวะมีบุตรยาก 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ :
Call Center 097-484-5335
เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 9.00 – 20.00 น. หรือ
เสาร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 8.00 – 20.00 น.

คำถามที่พบบ่อย

พนักงานออฟฟิศหลังย้ายตัวอ่อนเสร็จแล้ว สามารถกลับไปนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ได้ตามปกติไหม?

สามารถกลับไปทำงานออฟฟิศและนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ได้ตามปกติทันทีในวันถัดไปครับ การนั่งทำงานไม่มีแรงกระแทกหรือส่งผลกระทบต่อการฝังตัวของตัวอ่อนแต่อย่างใด สิ่งที่ต้องระวังมีเพียงการไม่นั่งแช่อยู่กับที่เป็นเวลานานเกินไป ควรลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ เดินยืดเส้นยืดสายทุกๆ 1-2 ชั่วโมงเพื่อให้อัตราการไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี และหลีกเลี่ยงความเครียดจากงาน

ลักษณะงานประเภทใดบ้างที่คุณแม่ควรร้องขอเปลี่ยนหน้าที่หรือปรับลดชั่วคราวหลังย้ายตัวอ่อน?

งานที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาดในช่วง 14 วันแรกคือ งานที่ต้องยกของหนัก (เกิน 2-3 กิโลกรัม) งานที่ต้องยืนต่อเนื่องเป็นเวลานานเกิน 4 ชั่วโมง งานที่ต้องเดินขึ้นลงบันไดตึกสูงๆ หลายรอบต่อวัน งานที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทกหรือล้มลื่น และงานที่ต้องเดินทางไกลบ่อยๆ นั่งรถสมบุกสมบัน ทางขรุขระขย่มตัวแรง เช่น รถจักรยานยนต์ หรือรถกระบะช่วงล่างแข็ง

ความเครียดและแรงกดดันจากการทำงานส่งผลเสียต่อการฝังตัวของตัวอ่อนอย่างไร?

ความเครียดส่งผลลบโดยตรงต่อระบบประสาทและฮอร์โมนครับ เมื่อคุณแม่เครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) และอะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมา ซึ่งสารเหล่านี้ส่งผลให้หลอดเลือดทั่วร่างกายหดตัว รวมถึงหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงมดลูก ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเยื่อบุโพรงมดลูกน้อยลง ผนังมดลูกลดความฟูนุ่ม และอาจกระตุ้นให้มดลูกบีบรัดตัวส่งผลให้ตัวอ่อนหลุดไม่ฝังตัว

หากจำเป็นต้องเดินทางไปทำงานโดยรถสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า หรือรถแท็กซี่ มีข้อควรระวังอย่างไร?

สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า (BTS/MRT) หรือรถแท็กซี่ได้ครับ แต่มีข้อแนะนำคือ ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาเร่งด่วน (Rush hour) ที่มีผู้คนเบียดเสียดหนาแน่นเพื่อป้องกันการชนหรือกระแทกหน้าท้อง ระหว่างยืนบนรถไฟฟ้าให้จับราวหรือเสาให้มั่นคงเพื่อป้องกันการทรงตัวล้มขณะรถเบรก และหากนั่งแท็กซี่ควรบอกคนขับให้ขับด้วยความเร็วปานกลางชะลอเมื่อเจอลูกระนาด

การลากิจเพื่อนอนพักผ่อนอยู่บ้านเฉยๆ ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้มากกว่าการไปทำงานจริงไหม?

งานวิจัยทางการแพทย์ระบุชัดเจนว่าการนอนนิ่งๆ อยู่บ้านเฉยๆ (Bed rest) ไม่ได้ช่วยเพิ่มอัตราการฝังตัวของตัวอ่อนหรือเพิ่มความสำเร็จเมื่อเทียบกับคุณแม่ที่ออกไปทำงานเบาๆ ตามปกติ ในทางกลับกัน การนอนอุดอู้อยู่บ้านไม่มีกิจกรรมทำ มักทำให้คุณแม่หมกมุ่น เฝ้าจับผิดอาการ จิตตก และเกิดความเครียดดิ่งรุนแรง ซึ่งส่งผลเสียมากกว่า การออกไปทำงานที่ไม่หนักและเพลิดเพลินจึงเป็นผลดีต่อสภาพจิตใจมากกว่าครับ