“คุณหมอคะ หนูก็ทำ ICSI แล้วตรวจโครโมโซมตัวอ่อน PGT-A ผ่านมาเรียบร้อยแล้ว ได้ตัวอ่อนเกรดเอ โครโมโซมปกติทุกอย่าง จนตอนนี้ใส่ตัวอ่อนและตั้งครรภ์สำเร็จได้ 10 สัปดาห์แล้วค่ะ พอไปฝากครรภ์คุณหมอสูติฯ ยังแนะนำให้ตรวจ NIPT เพื่อคัดกรองดาวน์ซินโดรมอีกรอบ แบบนี้มันเป็นการตรวจซ้ำซ้อนไหมคะ? ในเมื่อเราตรวจลึกไปถึงระดับตัวอ่อนตั้งแต่ก่อนท้องแล้ว?”
นี่คือคำถามยอดฮิตที่คุณแม่ที่ประสบความสำเร็จจากการทำเด็กหลอดแก้วมักจะถามหมอด้วยความสงสัยครับ เพราะในมุมมองของคุณแม่ การตรวจ PGT-A ก็มีค่าใช้จ่ายระดับหนึ่งแล้ว และผลก็บอกว่า “ปกติ” แล้ว ทำไมตอนอุ้มท้องยังต้องมาเจาะเลือดตรวจ NIPT ซ้ำอีก? วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบเจาะลึกทางวิทยาศาสตร์ครับว่า ทำไมการตรวจทั้งสองอย่างนี้ถึงไม่ใช่วิธีที่ซ้ำซ้อนกัน แต่เป็น “ลมใต้ปีก” ที่ช่วยคุ้มครองลูกน้อยร่วมกันในคนละช่วงเวลาครับ
🔍 ทำความเข้าใจความแตกต่าง: PGT-A VS NIPT ตรวจอะไรกันแน่?
ก่อนที่เราจะไปดูเหตุผลว่าทำไมต้องตรวจซ้ำ เรามาทำความเข้าใจธรรมชาติของการตรวจทั้ง 2 รูปแบบนี้กันก่อนครับ เพราะทั้งสองวิธีมีข้อจำกัดและพื้นที่ในการตรวจที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
1. การตรวจ PGT-A (Preimplantation Genetic Testing for Aneuploidies)
- ตรวจตอนไหน: ตรวจก่อนการตั้งครรภ์ (ในห้องแล็บเลี้ยงตัวอ่อน)
- วิธีการตรวจ: นักวิทยาศาสตร์จะใช้เลเซอร์เจาะดึงเซลล์จำนวน 5-10 เซลล์จาก “รกตัวอ่อน” (Trophectoderm) ในระยะบลาสตอซิสต์ (Day 5-6) นำไปตรวจวิเคราะห์จำนวนโครโมโซมทั้ง 23 คู่ด้วยเทคโนโลยี NGS (Next-Generation Sequencing)
- เป้าหมาย: เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่มีจำนวนโครโมโซมปกติ ไม่ขาดไม่เกิน ย้ายกลับเข้าสู่มดลูก ช่วยเพิ่มอัตราการฝังตัวและลดอัตราการแท้งในไตรมาสแรก
2. การตรวจ NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing)
- ตรวจตอนไหน: ตรวจระหว่างตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ตั้งแต่ 10 สัปดาห์ขึ้นไป)
- วิธีการตรวจ: เจาะเลือดจากแขนของคุณแม่เพียง 10-20 ซีซี เพื่อนำไปสกัดหาเศษสายดีเอ็นเอของทารกที่หลุดลอยอยู่ในกระแสเลือดแม่เรียกว่า cfDNA (Cell-free DNA) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรกของทารกที่กำลังเติบโตในครรภ์จริง ๆ
- เป้าหมาย: เพื่อคัดกรองความเสี่ยงความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ โดยเฉพาะกลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome หรือโครโมโซมคู่ที่ 21 เกิน) กลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด (Edwards Syndrome คู่ที่ 18) และกลุ่มอาการพาทัว (Patau Syndrome คู่ที่ 13) รวมถึงโครโมโซมเพศ
💡 4 เหตุผลทางการแพทย์: ทำไมตรวจ PGT-A แล้ว ยังต้องตรวจ NIPT อีก?
แม้ว่าการตรวจ PGT-A จะมีความแม่นยำสูงมาก (ประมาณ 98-99%) แต่ในทางการแพทย์ระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นสมาคมแพทย์สตรีแห่งสหรัฐอเมริกา (ACOG) หรือสมาคมด้านการเจริญพันธุ์ ต่างก็ยังออกแนวทางปฏิบัติ (Guideline) แนะนำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์จากการทำ ICSI และตรวจ PGT-A มาแล้ว เข้ารับการตรวจคัดกรองโครโมโซมขณะตั้งครรภ์ (NIPT) อีกครั้ง ด้วยเหตุผลสำคัญ 4 ข้อดังนี้ครับ:
1. ปรากฏการณ์ “ตัวอ่อนโมเสก” (Chromosomal Mosaicism)
นี่คือเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดครับ ตัวอ่อนระยะบลาสตอซิสต์บางตัวอาจมีภาวะ “โมเสก” หรือการมีเซลล์ 2 กลุ่มปะปนกัน (กลุ่มที่โครโมโซมปกติ และกลุ่มที่โครโมโซมผิดปกติ)
เนื่องจากการตรวจ PGT-A เราดึงเซลล์ออกมาเพียงแค่ส่วนหนึ่งของรก (ประมาณ 5-10 เซลล์จากทั้งหมดเป็นร้อยเซลล์) มันจึงมีโอกาสเกิดข้อจำกัดที่เรียกว่า Sampling Error หรือการที่สุ่มดึงได้เฉพาะกลุ่มเซลล์ที่ปกติพอดี ทั้ง ๆ ที่ในตัวอ่อนยังมีส่วนที่เป็นเซลล์ผิดปกติซ่อนอยู่ หรือในทางกลับกัน เมื่อตัวอ่อนเติบโตในครรภ์ เซลล์ที่ผิดปกติอาจถูกผลักดันออกไปหรือแบ่งตัวเพิ่มขึ้น การตรวจ NIPT ตอนท้องจะช่วยรีเช็กความชัวร์ของทารกในครรภ์อีกครั้งในภาพรวมทั้งหมดครับ
2. แหล่งที่มาของเซลล์ที่ใช้ตรวจต่างกัน
- PGT-A: ตรวจจากเซลล์ที่เป็นส่วนประกอบของ “รก” ในอนาคตเท่านั้น ไม่ได้แตะต้องส่วนที่จะโตไปเป็นตัวทารก (Inner Cell Mass) เพื่อความปลอดภัยของตัวอ่อน
- NIPT: ตรวจจากดีเอ็นเอที่หลุดออกมาจากรกที่เชื่อมต่อและทำงานร่วมกับตัวทารกในครรภ์จริง ๆ ในสัปดาห์ที่ 10 ซึ่งสะท้อนโครโมโซมของทารก ณ ปัจจุบันได้ชัดเจนกว่า
3. โอกาสเกิดความผิดปกติระหวางการแบ่งเซลล์หลังฝังตัว
แม้ว่าตัวอ่อนจะเริ่มต้นด้วยโครโมโซมที่ปกติจากการตรวจ PGT-A แต่หลังจากที่ฝังตัวในมดลูกแล้ว เซลล์ของทารกจะต้องมีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้นอีกนับล้าน ๆ ครั้งในทุก ๆ วัน ซึ่งในกระบวนการแบ่งตัวที่รวดเร็วนี้ อาจเกิดความผิดพลาดของโครโมโซมขึ้นมาใหม่ได้ (De Novo Mutations หรือ Post-zygotic Errors) ซึ่งการตรวจ PGT-A ก่อนหน้านี้ไม่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้เลยครับ
4. ความเสี่ยงจากความผิดพลาดในกระบวนการทางห้องแล็บ (Human & Technical Errors)
แม้ห้องแล็บของ GFC Clinic จะมีมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดและควบคุมด้วยระบบปิดที่เข้มงวด แต่ในระดับสากลยังคงมีการรายงานโอกาสเกิดข้อจำกัดทางเทคนิค (Technical Limitations) เช่น สัญญาณดีเอ็นเอไม่ชัดเจน (Amplification Bias) หรือความแม่นยำที่ไม่ได้อยู่ที่ 100% เต็ม (อยู่ที่ประมาณ 98-99%) การตรวจ NIPT จึงเสมือนเป็นระบบ “ดับเบิ้ลล็อก” หรือประกันชั้นสองที่ช่วยปิดความเสี่ยงที่เหลืออีก 1-2% นั้นให้หมดไปครับ
📊 ตารางเปรียบเทียบ: สรุปความแตกต่างระหว่าง PGT-A และ NIPT
| หัวข้อการเปรียบเทียบ | การตรวจ PGT-A (ก่อนตั้งครรภ์) | การตรวจ NIPT (ระหว่างตั้งครรภ์) |
| สถานะของตัวอ่อน | เป็นตัวอ่อนในจานเพาะเลี้ยง (Day 5-6) | เป็นทารกที่ฝังตัวในครรภ์แล้ว (อายุครรภ์ 10 สัปดาห์ขึ้นไป) |
| เป้าหมายหลัก | คัดเลือกตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติเพื่อย้ายเข้ามดลูก | คัดกรองความเสี่ยงดาวน์ซินโดรมและโครโมโซมหลักขณะตั้งครรภ์ |
| วิธีเก็บตัวอย่าง | ใช้เลเซอร์สะกิดดึงเซลล์รกตัวอ่อน 5-10 เซลล์ | เจาะเลือดจากหลอดเลือดดำที่แขนของคุณแม่ |
| ความแม่นยำ | ประมาณ 98% (สะท้อนโครโมโซมในระยะเริ่มต้น) | มากกว่า 99% สำหรับดาวน์ซินโดรม (คูที่ 21) |
| ความเสี่ยงต่อทารก | มีความเสี่ยงต่ำมากหากทำโดยนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญ | ปลอดภัย 100% ไม่มีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ |
💖 สรุปคำแนะนำจากหมอ: เพื่อความอุ่นใจสูงสุดของครอบครัว
หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่มองว่า การตรวจ NIPT ไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลืองหรือเรื่องซ้ำซ้อนครับ แต่เป็น “ด่านการันตีสุดท้าย” ที่จะทำให้ตลอดระยะเวลา 9 เดือนของการอุ้มท้อง เต็มไปด้วยความสุขและความสบายใจอย่างแท้จริง การที่เราตรวจ PGT-A ผ่านมาแล้ว เปรียบเสมือนเราได้เลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุดและมีโอกาสเติบโตสูงสุดลงสู่ดิน ส่วนการตรวจ NIPT คือการรีเช็กว่าต้นกล้าที่กำลังเติบโตขึ้นมานั้นสมบูรณ์แข็งแรงดี ไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากเดิม
ที่ GFC Clinic เราดูแลคุณแม่ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาปรึกษาภาวะมีบุตรยาก จนกระทั่งตั้งครรภ์สำเร็จและส่งต่อคุณแม่สู่อ้อมกอดของคุณหมอสูติ-นรีแพทย์เพื่อฝากครรภ์อย่างปลอดภัย หากคุณพ่อคุณแม่มีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจ PGT-A สามารถเข้ามาดูรายละเอียดแพ็กเกจได้ที่ บริการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน PGT-A หรือสามารถคลิกเพื่อทำนัดหมายเข้ามาปรึกษาทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเราได้โดยตรงที่ลิงก์นี้ครับ นัดหมายปรึกษาแพทย์ GFC หมอและทีมงานทุกคนพร้อมดูแลทุกครอบครัวให้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามครับ
FAQ — คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจ PGT-A และ NIPT
Q: ถ้าผลตรวจ PGT-A บอกว่าโครโมโซมปกติ แต่ผล NIPT ออกมาว่าเป็นความเสี่ยงสูง (High Risk) ควรเชื่อผลไหน?
A: ในกรณีนี้ต้องยึดผล NIPT เป็นตัวตั้งเพื่อนำไปสู่การยืนยันผลขั้นสุดท้ายครับ หากผล NIPT บ่งชี้ว่าเป็นความเสี่ยงสูง คุณหมอสูติฯ จะแนะนำให้ทำ การเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis) ในช่วงอายุครรภ์ 16-20 สัปดาห์ เพื่อนำเซลล์ผิวหนังของทารกจริง ๆ มาตรวจยืนยัน (Karyotyping) เนื่องจากน้ำคร่ำคือคำตอบสุดท้ายที่เป็นตัวแทนโครโมโซมของลูก 100% เหตุการณ์ผลขัดแย้งกันนี้พบได้น้อยมาก (น้อยกว่า 1%) แต่อาจเกิดขึ้นจากภาวะโมเสกที่ซ่อนอยู่ตามที่หมอได้อธิบายไปครับ
Q: มีกรณีไหนบ้างไหมที่ตรวจ PGT-A แล้ว คุณหมอจะอนุญาตให้ “ไม่ต้อง” ตรวจ NIPT อีก?
A: ในแง่ของกฎหมายหรือข้อบังคับ ไม่มีใครบังคับให้คุณแม่ต้องตรวจครับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกันของครอบครัว แต่ในทางการแพทย์ หมอจะยังคง “แนะนำ” ให้ตรวจในทุกเคสครับ ยกเว้นคุณแม่ที่มีอายุน้อยมาก ๆ (เช่น น้อยกว่า 25 ปี) ไม่มีประวัติครอบครัวผิดปกติ และยอมรับความเสี่ยง 1% ที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากค่าตรวจ NIPT ในปัจจุบันเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและปลอดภัยสูง การตรวจเพื่อซื้อความอุ่นใจจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคนไข้ที่ทำเด็กหลอดแก้วครับ
Q: ถ้าท้องแฝดจากการใส่ตัวอ่อน 2 ตัวที่ผ่าน PGT-A ทั้งคู่ ตอนท้องยังตรวจ NIPT ได้ไหม และแม่นยำแค่ไหน?
A: ตรวจได้ครับ ปัจจุบันเทคโนโลยี NIPT พัฒนาไปไกลมากจนสามารถคัดกรองครรภ์แฝด (Twin Pregnancies) ได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะแฝดที่เกิดจากการทำ ICSI ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นแฝดแท้หรือแฝดเทียม การตรวจ NIPT ในครรภ์แฝดจะสามารถบอกความเสี่ยงของโครโมโซมคู่หลัก ๆ (21, 18, 13) ได้ดีใกล้เคียงกับครรภ์เดี่ยว แต่อาจจะมีข้อจำกัดเล็กน้อยในการระบุว่าแฝดคนไหนที่มีความผิดปกติ (หากผลออกเป็นเสี่ยงสูง) ซึ่งจะต้องยืนยันด้วยการเจาะน้ำคร่ำแยกถุงอีกทีครับ
Q: การตรวจ NIPT สามารถตรวจพบโรคพันธุกรรมตัวอ่อนดื้อยา หรือโรคยีนเดี่ยว (Single Gene Disorders) ได้ไหม?
A: การตรวจ NIPT แบบมาตรฐานทั่วไป “ไม่ได้” ตรวจครอบคลุมถึงโรคยีนเดี่ยวครับ NIPT เน้นตรวจความผิดปกติที่เกิดจาก “จำนวน” โครโมโซมขาดหรือเกิน (เช่น ดาวน์ซินโดรม) เป็นหลัก หากคุณพ่อคุณแม่มีความเสี่ยงของโรคทางพันธุกรรมที่เป็นยีนเดี่ยว เช่น โรคธาลัสซีเมีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA) หรือตาบอดสี กระบวนการคัดกรองที่ถูกต้องจะต้องทำตั้งแต่ขั้นตอนก่อนตั้งครรภ์ผ่านการตรวจตัวอ่อนที่เรียกว่า PGT-M (Preimplantation Genetic Testing for Monogenic/Single Gene Defects) ร่วมกับการทำ ICSI ครับ

พญ.วรมา เกษมพิพัฒชัย ใบอนุญาตเลขที่ 38204
แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์เจริญพันธุ์ประจำที่ GFC Clinic
