Skip to content Skip to footer

การปฏิบัติตัวหลังย้ายตัวอ่อน 10 ข้อควรระวังเพื่อเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์

ระยะเวลาในการเลี้ยงตัวอ่อนเพื่อทำเด็กหลอดแก้วกับโอกาสในการตั้งครรภ์

สำหรับคู่สามี-ภรรยาที่กำลังต่อสู้กับภาวะมีบุตรยาก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย หรือที่หลาย ๆ คนมักจะรู้จักกันในชื่อของการทำเด็กหลอดแก้ว, การทำ IVF (In-vitro Fertilization) หรือการทำ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) คือ หนึ่งในเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ที่สามารถช่วยมอบความหวังและสานต่อความฝันให้กับครอบครัวที่อยากมีลูกได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นการปฏิสนธิภายนอกร่างกายในห้องปฏิบัติการแล้วนั้น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI) ก็ย่อมมาพร้อมด้วยขั้นตอนสำคัญมากมายที่คู่สามี-ภรรยาที่กำลังประสบกับภาวะมีบุตรยากจะต้องศึกษาทำความเข้าใจและเตรียมตัวให้พร้อม โดยหนึ่งในนั้น คือ ขั้นตอนของ “การเลี้ยงดูตัวอ่อน” เพื่อช่วยให้ไข่ที่ได้ผสมกับสเปิร์มเป็นที่เรียบร้อยแล้วมีความพร้อมสำหรับการฝังตัวในมดลูก เพราะฉะนั้นแล้วในวันนี้ Genesis Fertility Center (GFC) จึงมีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงตัวอ่อนเพื่อทำเด็กหลอดแก้วมาฝากว่าที่คุณพ่อและคุณแม่มือใหม่กันในบทความนี้

การเลี้ยงตัวอ่อน คืออะไร?

หลังจากที่คู่สามี-ภรรยาที่กำลังประสบกับภาวะมีบุตรยากได้ผ่านขั้นตอนของการเก็บเซลล์ไข่และคัดเชื้ออสุจิมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ทางทีมแพทย์ก็จะเริ่มต้นกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ทั้งในรูปแบบ IVF และ ICSI โดยการนำเซลล์ไข่กับอสุจิมาปฏิสนธิกันภายในห้องปฏิบัติการจนได้ออกมาเป็นตัวอ่อน ก่อนที่ตัวอ่อนเหล่านี้จะถูกนำไปเพาะเลี้ยงโดยนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเลี้ยงตัวอ่อนโดยเฉพาะ ภายในตู้เลี้ยงตัวอ่อนที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ก๊าซ และความเป็นกรด-ด่าง ให้อยู่ในสภาวะที่ใกล้เคียงกับสภาวะภายในร่างกายของมนุษย์มากที่สุด เพื่อเป้าหมายที่สำคัญในการช่วยกระตุ้นพัฒนาการและการเติบโตของตัวอ่อนให้อยู่ในระยะที่จะสามารถฝังตัวในมดลูกและช่วยทำให้โอกาสในการตั้งครรภ์ของผู้มีบุตรยากเพิ่มสูงขึ้น

การเลี้ยงตัวอ่อนมีกี่ระยะ ?

สำหรับกระบวนการในการเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการหลังจากที่ผู้มีบุตรยากได้มาเข้ารับบริการทำเด็กหลอดแก้วเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น จะสามารถแบ่งออกได้ทั้งหมดเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 หรือ ระยะไซโกต (Zygote)
โดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเรียกระยะดังกล่าวนี้ว่า Day 1 ของการทำเด็กหลอดแก้ว เนื่องจากระยะดังกล่าวจะเป็นระยะที่เริ่มต้นนับหลังจากที่ไข่และอสุจิผสมกันแล้ว 0-24 ชั่วโมง โดยความเปลี่ยนแปลงที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนในระยะไซโกต คือ การเกิด 2 Pronuclei หรือ วงกลม 2 วงที่ได้มาจากเซลล์อสุจิของพ่อและเซลล์ไข่ของแม่อย่างละ 1 เซลล์ โดยหาก 2 Pronuclei เกิดขึ้นภายในระยะเวลา 16-18 ชั่วโมงหลังจากที่ไข่และอสุจิได้มีการผสมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะหมายความว่าไข่และอสุจิจากกระบวนการ IVF และ ICSI เกิดการปฏิสนธิกันและสามารถเจริญเติบโตไปเป็นตัวอ่อนต่อได้

ระยะที่ 2 หรือ ระยะคลีเวจ (Cleavage)
หลังจากที่ไข่และอสุจิผ่านการปฏิสนธิมาแล้ว 24-72 ชั่วโมง หรือที่เรานิยมเรียกกันว่า Day 3 ของการทำ IVF และ ICSI ตัวอ่อนก็จะเริ่มเกิดการแบ่งตัวในลักษณะที่เป็นแบบทวีคูณจาก 1 เซลล์เป็น 2 เซลล์ จาก 2 เซลล์เป็น 4 เซลล์ และจาก 4 เซลล์เป็น 8 เซลล์ตามลำดับ จนกระทั่งเซลล์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และเกิดการรวมตัวหรือยึดเกาะกันในรูปแบบที่เรียกว่า Compacted Morula โดย Morula ที่ดีควรจะประกอบไปด้วยเซลล์จำนวน 16-32 เซลล์รวมตัวอัดแน่นอยู่ด้วยกันเป็นก้อนเดียว

อย่างไรก็ตาม หากในระยะนี้ตัวอ่อนไม่ค่อยเติบโต หรือมีพัฒนาการช้าจนทำให้การแบ่งเซลล์เกิดขึ้นน้อยกว่า 8 เซลล์ นักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเลี้ยงตัวอ่อนหลังจากการทำเด็กหลอดแก้วโดยเฉพาะ จะทำการเจาะเปลือกของตัวอ่อน (Assisted Hatching – AH) เพื่อช่วยให้ตัวอ่อนได้รับสารอาหารต่าง ๆ จากน้ำยาที่ใช้เลี้ยงตัวอ่อนได้ดีมากยิ่งขึ้น อีกทั้งการเจาะเปลือกของตัวอ่อนยังสามารถช่วยทำให้เปลือกบางลงจนทำให้ตัวอ่อนฟักตัวออกมาได้ง่ายมากขึ้น และทำให้สามารถดึงเซลล์จากตัวอ่อนไปทำการตรวจโครโมโซมหรือตรวจวิเคราะห์ทางพันธุศาสตร์ได้อีกด้วย

ระยะที่ 3 หรือ ระยะบลาสโตซิสท์ (Blastocyst)
ระยะบลาสโตซิสท์ (Blastocyst) หรือ Day 5-6 ของการเลี้ยงตัวอ่อนหลังจากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI) จะเป็นช่วงระยะเวลาประมาณ 120 ชั่วโมงหลังจากที่ไข่และอสุจิผ่านการปฏิสนธิกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในระยะดังกล่าวนี้ตัวอ่อนจะมีลักษณะที่พิเศษ คือ จะมีเซลล์กลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Inner cell mass (ICM) อยู่ที่บริเวณข้างใดข้างหนึ่งของตัวอ่อน ซึ่งเซลล์กลุ่มนี้จะพัฒนาขึ้นมาเป็นตัวเด็กในอนาคต และจะมีเซลล์อีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Trophectoderm (TE) เป็นเซลล์ที่อยู่รอบ ๆ ซึ่งจะพัฒนาขึ้นมาเป็นส่วนของรก นอกจากนี้ตรงกลางของตัวอ่อนก็จะมีลักษณะเป็นโพรงมีน้ำอีกด้วย

โดยในระยะดังกล่าวหลังจากที่มีการทำ IVF หรือ ICSI นี้ ตัวอ่อนจะมีการแบ่งตัวมาจนมีจำนวนเซลล์ประมาณ 80-120 เซลล์ ซึ่งจะถือได้ว่าตัวอ่อนมีความแข็งแรงและมีความพร้อมสำหรับการย้ายกลับไปฝังตัวในมดลูกมากที่สุด ดังนั้นก่อนที่จะมีการย้ายตัวอ่อน ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจสอบดูให้แน่ใจว่าตัวอ่อนมีความแข็งแรงและเหมาะสมสำหรับการย้ายตัวอ่อนหรือไม่ นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญก็จะทำการคัดเกรดของตัวอ่อนเพื่อเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงและสมบูรณ์มากที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกต่อไป

ความแตกต่างของการย้ายตัวอ่อนหลังจากที่ทำเด็กหลอดแก้วในระยะ 3 วัน และ 5 วัน

โดยทั่วไปแล้ว การย้ายตัวอ่อนหลังจากที่มีการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI) กลับเข้าสู่โพรงมดลูก จะสามารถทำได้ทั้งหมด 2 ระยะ คือ ระยะคลีเวจ (Cleavage) และ ระยะบลาสโตซิสท์ (Blastocyst) โดยในบางสถานพยาบาลและคลินิกมีบุตรยากอาจมีการเลือกพิจารณาย้ายตัวอ่อนในระยะที่ 2 หรือระยะ 3 วัน เพื่อย้ายเข้าสู่โพรงมดลูกของคุณแม่ผู้มีบุตรยากด้วยข้อจำกัดในเรื่องการเลี้ยงดูตัวอ่อนภายในห้องปฏิบัติการที่ค่อนข้างมีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก

ตลอดจนข้อจำกัดเกี่ยวกับโอกาสในการพัฒนาไปสู่ระยะบลาสโตซิสท์ของตัวอ่อนที่ค่อนข้างน้อย ดังนั้นการย้ายตัวอ่อนให้ผู้มีบุตรยากกับในระยะดังกล่าวนี้จึงสามารถช่วยป้องกันความเสี่ยงที่ตัวอ่อนจะหยุดเจริญเติบโตได้ดีมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามหากเทียบกับกระบวนการในการตั้งครรภ์โดยธรรมชาติแล้วนั้น ระยะคลีเวจจะถือได้ว่าเป็นระยะที่ตัวอ่อนจะยังอยู่ในท่อนำไข่ ซึ่งจะทำให้ตัวอ่อนอาจจะยังไม่พร้อมสำหรับการฝังตัวในมดลูกเท่าไหร่นัก นอกจากนี้ตัวอ่อนก็ยังมีโอกาสที่จะหยุดการเจริญเติบโตก่อนการฝังตัวได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้นแล้วในปัจจุบันนี้ หลาย ๆ คลินิกมีบุตรยากจึงได้มีการเลือกเลี้ยงตัวอ่อนจากกระบวนการ IVF และ ICSI ให้ถึงระยะ 5 วัน หรือระยะบลาสโตซิสท์กันมากขึ้น เพราะนอกจากการเลี้ยงตัวอ่อนให้เติบโตมาจนถึงระยะเวลา 5 วันจะเป็นวิธีการทางธรรมชาติที่สามารถช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงที่สุดได้แล้วนั้น ตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสท์ยังถือได้ว่าเป็นตัวอ่อนในระยะเดียวกันกับการตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติที่จะเข้าไปฝังตัวในโพรงมดลูกเพื่อให้เจริญเติบโตเป็นทารกต่อไปอีกด้วย ดังนั้นอัตราการฝังตัวของตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสท์ที่จะนำไปสู่การตั้งครรภ์ในผู้มีบุตรยากจึงสูงกว่าตัวอ่อนในระยะอื่น ๆ นั่นเอง

สำหรับคู่รักหรือคู่แต่งงานที่อยากมีลูกแต่ประสบปัญหาภาวะมีลูกยาก ที่ Genesis Fertility Center (GFC) คลินิกบริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยาก เราพร้อมให้คำปรึกษาและคำแนะนำในการเลือกวิธีการรักษาด้วย เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ Assisted reproductive technology (ART) ไม่ว่าจะเป็นการทำ IUI, IVF หรือ ICSI ที่มีความเหมาะสมกับตัวคนไข้ผู้มีบุตรยาก พร้อมกันนี้เรายังมีบริการตรวจคัดกรองความผิดปกติต่าง ๆ อาทิ การตรวจโครโมโซมตัวอ่อน PGT-A By NGS ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดโดยทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้ชำนาญการด้านสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา เพื่อช่วยให้คนไข้ของเรามีโอกาสได้รับตัวอ่อนที่ดีและมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์มากที่สุด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ :
Call Center 097-484-5335
เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 9.00 – 20.00 น. หรือ
เสาร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 8.00 – 20.00 น.

คำถามที่พบบ่อย

เมนูอาหารประเภทใดบ้างที่คุณแม่หลังย้ายตัวอ่อนควรรับประทานเพื่อซัพพอร์ตการฝังตัว?

เน้นรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด และย่อยง่าย ทานโปรตีนคุณภาพสูง เช่น เนื้อปลา อกไก่ ไข่ต้ม ทานผักและผลไม้สดที่มีกากใยสูงเพื่อป้องกันอาการท้องผูก ดื่มน้ำสะอาดอุณหภูมิห้องวันละ 2-3 ลิตร และสามารถเสริมอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด เช่น เบอร์รี่ ถั่วอัลมอนด์ หรืออะโวคาโดได้ครับ

อาหารและเครื่องดื่มชนิดใดที่จัดเป็น 'ข้อห้าม' ที่ต้องงดอย่างเด็ดขาดหลังย้ายตัวอ่อน?

สิ่งที่ต้องงดเด็ดขาดคือ 1. อาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ เช่น ซาชิมิ ไข่ดอง ส้มตำปูปลาร้า (เสี่ยงท้องเสียรุนแรงซึ่งมดลูกจะบีบตัวตาม) 2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีนเข้มข้น เช่น ชา กาแฟ นํ้าอัดลม 3. อาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด และ 4. อาหารหมักดอง รวมถึงยาสมุนไพร ยาต้ม ยาหม้อ หรืออาหารเสริมแปลกๆ ที่แพทย์ไม่ได้สั่งจ่าย

อาการท้องผูก (Constipation) ส่งผลเสียร้ายแรงต่อตัวอ่อนที่กำลังฝังตัวไหม และป้องกันอย่างไร?

อาการท้องผูกส่งผลกระทบโดยตรงครับ เพราะเมื่อคุณแม่ท้องผูก เวลาขับถ่ายจะต้องใช้แรงเบ่งอุจจาระค่อนข้างรุนแรง การเบ่งจะทำให้เกิดแรงดันในช่องท้องและกระตุ้นให้มดลูกหดรัดบีบตัวตาม ซึ่งอาจทำให้ตัวอ่อนหลุดลอกไม่ฝังตัว การป้องกันคือต้องดื่มน้ำมากๆ ทานผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง หากปัญหารุนแรงห้ามซื้อยาระบายทานเองเด็ดขาด ให้แจ้งแพทย์เพื่อขอจัดยาระบายชนิดอ่อนที่ปลอดภัยสำหรับคนท้อง

การอาบน้ำอุ่น การแช่ออนเซ็น หรือการเข้าตู้อบซาวน่า สามารถทำได้ไหมหลังย้ายตัวอ่อน?

การอาบน้ำอุ่นจากฝักบัวอาบได้ปกติครับ แต่การ 'แช่น้ำอุ่นในอ่าง แช่ออนเซ็น หรือการเข้าตู้อบซาวน่า' จัดเป็นข้อห้ามเด็ดขาด เนื่องจากอุณหภูมิที่ร้อนจัดและแช่เป็นเวลานานจะทำให้อุณหภูมิแกนกลางในร่างกายคุณแม่ (Core body temperature) พุ่งสูงขึ้น ซึ่งความร้อนที่สูงเกินไปส่งผลเสียและทำลายการแบ่งเซลล์เจริญเติบโตของตัวอ่อนโดยตรง อีกทั้งการแช่น้ำยังเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อในช่องคลอด

เรื่องความสัมพันธ์และการมีเพศสัมพันธ์ (Intercourse) มีข้อกำหนดอย่างไรในช่วงนี้?

ในช่วง 14 วันหลังย้ายตัวอ่อนไปจนถึงวันตรวจครรภ์ ให้ 'งดการมีเพศสัมพันธ์และการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองในทุกช่องทาง' อย่างเด็ดขาดครับ เนื่องจากขณะเกิดจุดสุดยอด มดลูกจะมีการหดรัดตัวอย่างรุนแรง และสารในน้ำอสุจิ (Prostaglandins) ก็มีฤทธิ์กระตุ้นมดลูกให้บีบตัวเช่นกัน อีกทั้งการกระทบกระเทือนอาจทำให้ผนังมดลูกช้ำและมีเลือดออกได้

อาการแบบไหนหลังใส่ตัวอ่อนที่ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที?

หากมีอาการปวดท้องรุนแรงผิดปกติ มีเลือดออกมากผิดปกติ หรือมีไข้สูงหรืออาการผิดปกติอื่นๆ ควรติดต่อทีมแพทย์ GFC ทันทีเพื่อรับการประเมินและคำแนะนำที่เหมาะสม