Skip to content Skip to footer

ตรวจพาหะโรคทางพันธุกรรม (Carrier Screening) ก่อนมีลูก จำเป็นแค่ไหน

การตรวจพาหะโรคทางพันธุกรรม หรือ Carrier Screening คือการตรวจเลือดของว่าที่คุณพ่อคุณแม่ก่อนตั้งครรภ์ เพื่อดูว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งคู่เป็น “พาหะ” ของยีนโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดแบบยีนด้อยหรือไม่ แม้จะเป็นพาหะและมีสุขภาพแข็งแรงปกติดี แต่หากคู่สมรสทั้งสองฝ่ายเป็นพาหะของยีนชนิดเดียวกัน ลูกที่เกิดมาจะมีโอกาสได้รับยีนผิดปกติจากทั้งพ่อและแม่จนแสดงอาการของโรคได้ ในประเทศไทย โรคที่ตรวจคัดกรองพาหะกันมากที่สุดคือกลุ่มโรคธาลัสซีเมีย แต่ในความเป็นจริงยังมีโรคทางพันธุกรรมแบบยีนด้อยอีกหลายชนิดที่สามารถตรวจคัดกรองได้ การตรวจพาหะจึงแนะนำสำหรับคู่สมรสทุกคู่ที่วางแผนมีบุตร ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคทางพันธุกรรมเท่านั้น เพราะพาหะส่วนใหญ่ไม่มีอาการและไม่มีประวัติครอบครัวที่ทราบชัดเจน

Carrier Screening คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

Carrier Screening หรือการตรวจคัดกรองพาหะโรคทางพันธุกรรม คือการตรวจเลือดเพื่อดูรหัสพันธุกรรมของว่าที่คุณพ่อคุณแม่ ว่ามียีนผิดปกติแบบแฝง (Recessive Gene) ของโรคทางพันธุกรรมบางชนิดอยู่หรือไม่ ความสำคัญของการตรวจนี้อยู่ที่ลักษณะเฉพาะของโรคทางพันธุกรรมแบบยีนด้อย ซึ่งผู้ที่เป็นพาหะจะมียีนผิดปกติเพียงชุดเดียวจากสองชุด (อีกชุดยังปกติ) ทำให้ร่างกายทำงานได้ปกติและไม่แสดงอาการใดๆ เลย จึงไม่มีทางทราบได้ว่าตนเองเป็นพาหะหรือไม่หากไม่ได้ตรวจเลือด หากคู่สมรสทั้งสองฝ่ายบังเอิญเป็นพาหะของยีนโรคเดียวกัน ลูกที่เกิดมาจะมีโอกาส 1 ใน 4 ที่จะได้รับยีนผิดปกติจากทั้งพ่อและแม่ จนกลายเป็นผู้ป่วยที่แสดงอาการของโรคนั้นเต็มรูปแบบ การตรวจพาหะก่อนตั้งครรภ์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้คู่สมรสทราบความเสี่ยงล่วงหน้า และมีทางเลือกในการวางแผนครอบครัวได้อย่างรอบด้านมากขึ้น

พาหะ (Carrier) กับผู้ป่วยโรคทางพันธุกรรม ต่างกันอย่างไร

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าถ้าเป็น “พาหะ” จะต้องมีอาการหรือสุขภาพอ่อนแอกว่าคนทั่วไป แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่เป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมแบบยีนด้อยส่วนใหญ่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์เหมือนคนทั่วไปทุกประการ เพราะยีนปกติอีกชุดหนึ่งที่มีอยู่เพียงพอต่อการทำงานของร่างกายตามปกติ ผู้ป่วยที่แสดงอาการของโรคจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อได้รับยีนผิดปกติจากทั้งพ่อและแม่เท่านั้น (สำหรับโรคที่ถ่ายทอดแบบยีนด้อย) ความแตกต่างนี้เองที่ทำให้การตรวจคัดกรองพาหะมีความสำคัญ เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะทราบได้ว่าตนเองมียีนแฝงอยู่หรือไม่ ก่อนที่จะส่งต่อไปยังลูกโดยไม่รู้ตัว

โรคทางพันธุกรรมที่ตรวจคัดกรองพาหะได้บ่อยในประเทศไทย

โรคที่มีการตรวจคัดกรองพาหะกันอย่างแพร่หลายที่สุดในประเทศไทยคือกลุ่มโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคโลหิตจางทางพันธุกรรมที่พบอัตราการเป็นพาหะสูงในประชากรไทย เนื่องจากธาลัสซีเมียมีความชุกสูงมากและมีผลกระทบรุนแรงต่อทารกหากเป็นชนิดรุนแรง การตรวจคัดกรองพาหะธาลัสซีเมียจึงมักเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานหรือก่อนวางแผนมีบุตรอยู่แล้วในหลายสถานพยาบาล ผู้ที่สนใจรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับธาลัสซีเมียโดยเฉพาะ ทั้งกลไก ความเสี่ยง และแนวทางเมื่อพบว่าเป็นพาหะทั้งคู่ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ธาลัสซีเมีย มีผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่ ซึ่งลงรายละเอียดเฉพาะโรคนี้ไว้ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม Carrier Screening ในความหมายที่กว้างกว่านั้นยังครอบคลุมถึงโรคทางพันธุกรรมแบบยีนด้อยชนิดอื่นๆ ที่พบได้ในประชากรทั่วไปแม้จะพบน้อยกว่าธาลัสซีเมีย ปัจจุบันเทคโนโลยีการตรวจพันธุกรรมบางแบบสามารถตรวจคัดกรองพาหะได้หลายสิบถึงหลายร้อยโรคพร้อมกันในการตรวจเลือดเพียงครั้งเดียว ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำว่าการตรวจแบบใดเหมาะสมกับแต่ละคู่สมรส

ทำไมคนที่ไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคทางพันธุกรรมก็ยังควรตรวจ

ข้อควรเข้าใจสำคัญคือ การไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคทางพันธุกรรมไม่ได้แปลว่าปลอดภัยจากการเป็นพาหะ เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าพาหะส่วนใหญ่ไม่มีอาการและสุขภาพแข็งแรงปกติ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือญาติของผู้เป็นพาหะเองก็อาจไม่เคยรู้ตัวว่าเป็นพาหะมาก่อนเช่นกัน จึงไม่มีประวัติครอบครัวที่ชัดเจนให้สืบค้นได้ ด้วยเหตุนี้ แนวทางทางการแพทย์ในหลายประเทศจึงแนะนำให้ตรวจคัดกรองพาหะในคู่สมรสทุกคู่ที่วางแผนมีบุตร โดยไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโรคที่มีความชุกสูงในประชากรไทยอย่างธาลัสซีเมีย

ตรวจพาหะอย่างไร ตรวจตอนไหนดีที่สุด

การตรวจพาหะโรคทางพันธุกรรมทำได้โดยการเจาะเลือดของว่าที่คุณพ่อและคุณแม่ทั้งสองฝ่าย ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ก่อนตั้งครรภ์ หรืออย่างช้าที่สุดคือช่วงต้นของการตั้งครรภ์ เพราะหากตรวจพบว่าทั้งคู่เป็นพาหะของยีนเดียวกันตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ คู่สมรสจะมีทางเลือกในการวางแผนที่หลากหลายกว่าการตรวจพบหลังตั้งครรภ์ไปแล้ว ทั้งนี้แพทย์มักแนะนำให้ตรวจทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน เพราะการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะเพียงคนเดียวโดยที่อีกฝ่ายไม่เป็นพาหะของยีนชนิดเดียวกัน จะไม่มีความเสี่ยงที่ลูกจะเป็นโรครุนแรง (สำหรับโรคที่ถ่ายทอดแบบยีนด้อยทั่วไป)

ผลตรวจออกมาว่าเป็นพาหะทั้งคู่ ต้องทำอย่างไรต่อ

หากผลตรวจพบว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายเป็นพาหะของยีนโรคเดียวกัน แพทย์จะให้คำปรึกษาทางพันธุศาสตร์ (Genetic Counseling) เพื่ออธิบายความเสี่ยงที่แท้จริงและทางเลือกที่มีอยู่ ซึ่งอาจรวมถึงการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติแล้วตรวจวินิจฉัยทารกในครรภ์ในภายหลัง หรือการทำเด็กหลอดแก้วร่วมกับการตรวจโครโมโซม/ยีนตัวอ่อนก่อนย้าย (PGT-M) เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่ไม่ได้รับยีนผิดปกติจากทั้งพ่อและแม่มาใช้ย้าย ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคู่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดและความรุนแรงของโรค ความพร้อมด้านค่าใช้จ่ายและระยะเวลา รวมถึงมุมมองส่วนตัวของคู่สมรสเอง ควรปรึกษาแพทย์และนักให้คำปรึกษาทางพันธุศาสตร์เพื่อประเมินทางเลือกที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกต้องสำหรับทุกคู่

Carrier Screening ต่างจาก PGT-A และ PGT-M อย่างไร

ความสับสนที่พบบ่อยคือการเข้าใจผิดว่า Carrier Screening, PGT-A และ PGT-M เป็นการตรวจแบบเดียวกันหรือทำหน้าที่ทดแทนกันได้ ทั้งที่จริงแล้วเป็นการตรวจคนละช่วงเวลาและคนละวัตถุประสงค์กันอย่างชัดเจน Carrier Screening ตรวจ “พ่อแม่” ก่อนการตั้งครรภ์ เพื่อดูว่ามียีนแฝงของโรคทางพันธุกรรมหรือไม่ ส่วน PGT-A (Preimplantation Genetic Testing for Aneuploidy) ตรวจ “ตัวอ่อน” หลังการปฏิสนธิในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อดูความผิดปกติของจำนวนโครโมโซมโดยรวม ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นเองแบบสุ่มไม่เกี่ยวกับพันธุกรรมที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่ ในขณะที่ PGT-M (Preimplantation Genetic Testing for Monogenic disorders) ก็ตรวจ “ตัวอ่อน” เช่นกัน แต่เป็นการตรวจหายีนผิดปกติที่จำเพาะเจาะจงตัวเดียวที่ทราบแน่ชัดแล้วว่าพ่อหรือแม่เป็นพาหะอยู่ (มาจากผล Carrier Screening ก่อนหน้านี้) พูดง่ายๆ คือ Carrier Screening เป็นจุดเริ่มต้นที่บอกว่า “พ่อแม่มีความเสี่ยงส่งต่อยีนอะไรบ้าง” ส่วน PGT-M เป็นเครื่องมือที่ใช้ “แก้ปัญหา” ความเสี่ยงนั้นในระดับตัวอ่อน โดยจำเป็นต้องรู้ผล Carrier Screening ที่จำเพาะเจาะจงก่อนเสมอจึงจะออกแบบการตรวจ PGT-M ได้ ผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับ PGT-A สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ PGT-A คืออะไร

หัวข้อCarrier ScreeningPGT-APGT-M
ตรวจใครพ่อแม่ (ก่อนตั้งครรภ์)ตัวอ่อน (หลังปฏิสนธิ)ตัวอ่อน (หลังปฏิสนธิ)
ตรวจอะไรยีนแฝงของโรคยีนด้อยจำนวนโครโมโซมโดยรวมยีนผิดปกติจำเพาะที่ทราบแล้วว่าพ่อ/แม่เป็นพาหะ
เหมาะกับใครคู่สมรสทุกคู่ที่วางแผนมีบุตรผู้ที่ทำเด็กหลอดแก้ว ต้องการลดความเสี่ยงตัวอ่อนโครโมโซมผิดปกติคู่ที่รู้แล้วว่าเป็นพาหะของยีนโรคเดียวกัน
ต้องทำก่อนหลังกันทำก่อนเสมอ เป็นจุดเริ่มต้นทำได้อิสระ ไม่ขึ้นกับ Carrier Screeningทำหลัง Carrier Screening เท่านั้น

Carrier Screening ต่างจาก NIPT อย่างไร

อีกหนึ่งจุดที่มักสับสนคือ Carrier Screening กับ NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือดของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ ความแตกต่างหลักคือช่วงเวลาและสิ่งที่ตรวจ Carrier Screening ทำ “ก่อนตั้งครรภ์” เพื่อประเมินความเสี่ยงจากยีนของพ่อแม่ ในขณะที่ NIPT ทำ “ระหว่างตั้งครรภ์” เพื่อคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกที่กำลังตั้งครรภ์อยู่แล้ว พูดง่ายๆ คือ Carrier Screening เป็นการป้องกันเชิงวางแผนล่วงหน้า ส่วน NIPT เป็นการติดตามตรวจสอบเมื่อตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้ว ทั้งสองการตรวจจึงไม่ได้ทดแทนกัน แต่เป็นเครื่องมือคนละขั้นตอนที่ช่วยเสริมความมั่นใจในเส้นทางการมีบุตรที่แตกต่างกัน ผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับ NIPT และความเกี่ยวข้องกับ PGT-A สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน PGT-A แล้ว ตอนท้องต้องตรวจ NIPT ไหม

ใครควรตรวจพาหะโรคทางพันธุกรรมเป็นพิเศษ

  • คู่สมรสทุกคู่ที่กำลังวางแผนมีบุตร (แนะนำทั่วไป ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง)
  • คู่สมรสที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคทางพันธุกรรมหรือโรคเลือดจาง
  • คู่สมรสที่เคยมีบุตรเป็นโรคทางพันธุกรรมมาก่อน
  • คู่สมรสที่มีเชื้อสายเดียวกันหรือเป็นญาติกัน
  • ผู้ที่กำลังวางแผนเข้าสู่กระบวนการ IUI, IVF หรือ ICSI
  • ผู้ที่ใช้ไข่หรืออสุจิบริจาค ควรตรวจสอบผลคัดกรองพาหะของผู้บริจาคร่วมด้วย

ตารางสรุปการตรวจทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนมีบุตร

ช่วงเวลาการตรวจวัตถุประสงค์
ก่อนตั้งครรภ์Carrier Screeningตรวจยีนแฝงของพ่อแม่
หลังปฏิสนธิ (ทำเด็กหลอดแก้ว)PGT-A / PGT-Mคัดเลือกตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติ / ไม่มียีนผิดปกติจำเพาะ
ระหว่างตั้งครรภ์NIPTคัดกรองความผิดปกติโครโมโซมทารกในครรภ์

การตรวจแต่ละแบบมีบทบาทเสริมกันตลอดเส้นทางการวางแผนมีบุตร ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละคู่ ผู้ที่สนใจการตรวจสุขภาพก่อนวางแผนมีบุตรแบบภาพรวมสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน/ก่อนวางแผนมีบุตร ตรวจอะไรบ้าง

คำถามที่พบบ่อย

ตรวจพาหะครั้งเดียวใช้ได้ตลอดชีวิตไหม ต้องตรวจซ้ำทุกครั้งที่วางแผนมีบุตรไหม

ผลตรวจพาหะทางพันธุกรรมโดยทั่วไปไม่เปลี่ยนแปลงตลอดชีวิตเพราะเป็นข้อมูลทางพันธุกรรมที่ติดตัวมาแต่กำเนิด จึงไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำทุกครั้ง แต่ควรปรึกษาแพทย์หากมีคู่สมรสใหม่หรือมีการพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจที่ครอบคลุมมากขึ้น

เป็นพาหะแล้วแปลว่าจะป่วยในอนาคตไหม

โดยทั่วไปพาหะของโรคยีนด้อยจะไม่แสดงอาการหรือป่วยจากยีนแฝงนั้นเอง เนื่องจากมียีนปกติอีกชุดหนึ่งทำงานชดเชย ยกเว้นบางกรณีเฉพาะที่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเป็นรายบุคคล

ตรวจพาหะแพงไหม คุ้มค่าหรือไม่

ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับจำนวนโรคที่ต้องการตรวจคัดกรองและเทคโนโลยีที่ใช้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอข้อมูลราคาที่เป็นปัจจุบันและพิจารณาความคุ้มค่าตามความเสี่ยงและความกังวลของแต่ละคู่

ถ้าเป็นพาหะฝ่ายเดียว อีกฝ่ายไม่เป็น ต้องกังวลไหม

โดยทั่วไปหากมีเพียงฝ่ายเดียวเป็นพาหะของยีนโรคหนึ่งๆ และอีกฝ่ายไม่ได้เป็นพาหะของยีนชนิดเดียวกัน ความเสี่ยงที่ลูกจะเป็นโรครุนแรงจะต่ำมาก อย่างไรก็ตามควรให้แพทย์เป็นผู้แปลผลและอธิบายรายละเอียดเฉพาะโรคนั้นๆ ให้ชัดเจนอีกครั้ง

Carrier Screening ตรวจได้กี่โรค

ขึ้นอยู่กับชุดการตรวจที่เลือกใช้ ตั้งแต่การตรวจเฉพาะโรคที่พบบ่อยไม่กี่ชนิด ไปจนถึงชุดตรวจแบบขยายที่ครอบคลุมหลายสิบถึงหลายร้อยโรค ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกชุดตรวจที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและความต้องการของแต่ละคู่

ทำ IUI ธรรมดาไม่ได้ทำ IVF จำเป็นต้องตรวจพาหะไหม

แนะนำให้ตรวจเช่นกัน เพราะ Carrier Screening เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางพันธุกรรมของพ่อแม่โดยตรง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิธีการตั้งครรภ์ว่าจะเป็นวิธีธรรมชาติ IUI หรือ IVF/ICSI