บริการย้ายตัวอ่อนแช่แข็ง FET
GENESIS FERTILITY CENTER (GFC) คลินิกบริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยากและให้บริการย้ายตัวอ่อนแช่แข็ง FET
การย้ายตัวอ่อนแช่แข็ง (FROZEN EMBRYO TRANSFER :FET)
ปัจจุบันการย้ายตัวอ่อนในรอบแช่แข็ง หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า FET นั้น เป็นข้อแนะนำสำหรับกลุ่มคนไข้ที่เข้ารับการรักษา เนื่องจากให้อัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์สูงกว่าการย้ายตัวอ่อนในรอบสด (FRESH)
ความแตกต่างของการย้ายตัวอ่อนในรอบสด (FRESH) VS การย้ายตัวอ่อนในรอบแช่แข็ง (FET)
- การย้ายตัวอ่อนในรอบสด หรือ FRESH EMBRYO TRANSFER คือ การย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก หลังจากกระบวนการปฏิสนธิ ผ่านไปแล้วเป็นเวลา 3-6 วัน
- การย้ายตัวอ่อนในรอบแช่แข็ง หรือ FROZEN EMBRYO TRANSFER (FET) คือ การนำเอาตัวอ่อนที่ถูกแช่แข็งไว้ มาผ่านกระบวนการละลาย (THAWING) และย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก ซึ่งในกรณีนี้ คนไข้สามารถเลือกช่วงเวลาที่ตนเองสะดวกได้ เช่น 3-4 เดือนหลังจากกระบวนการปฏิสนธิ
ทำไม FET ถึงให้อัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์สูง?
- ป้องกันการเกิดภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (OHSS : OVARIAN HYPERSTIMULATION)
ในกระบวนการกระตุ้นรังไข่ด้วยฮอร์โมนกลุ่ม LH (Luteinizing Hormone) และ FSH (Follicle Stimulating Hormone) นอกจากจะทำให้จำนวนของการตกไข่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่งผลทำให้ระดับของฮอร์โมนเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งการย้ายตัวอ่อนในขณะที่ร่างกายมีระดับฮอร์โมนสูง หรือในรอบ FRESH อาจทำให้คนไข้ได้รับความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป หรือที่เรียกว่าอาการ OHSS (OVARIAN HYPERSTIMULATION) ซึ่งจะมีของเหลวสะสมอยู่ภายในช่องท้อง ทำให้เกิดอาการบวมน้ำ ท้องอืด แน่นท้อง จนอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และในบางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก ไตวาย และภาวะน้ำรั่วในปอด ซึ่งในกรณีที่คนไข้ตั้งครรภ์ ทารกในขั้นอาจได้รับผลกระทบจากภาวะ OHSS อีกด้วย
- ร่างกายมีความพร้อม
นอกจากนี้ ในกระบวนการของการกระตุ้นรังไข่ ยังส่งผลให้ผนังมดลูกหนาขึ้นมากกว่าปกติ และในบางรายผนังมดลูกอาจมีอาการบวม ซึ่งทำให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ยาก หรือ ไม่ฝังตัว การทำให้ผนังมดลูกอยู่ในภาวะที่เหมาะสมต่อการฝังตัวของตัวอ่อนด้วยการให้คนไข้ได้พักผ่อนอย่างน้อย 1 รอบเดือนภายหลังจากผ่านกระบวนการกระตุ้นรังไข่ จะทำให้ผนังของมดลูกกลับคืนสู่ภาวะปกติ ด้วยเหตุนี้ คนไข้จึงจำเป็นต้องเก็บรักษาตัวอ่อนไว้ด้วยวิธีการแช่แข็ง จนกระทั่งคนไข้มีความพร้อมในด้านของเวลาและสุขภาพร่างกาย สามารถกลับมาย้ายตัวอ่อนในรอบแช่แข็งได้ (FET)
ขั้นตอนการทำ FET ที่ GFC
1. เตรียมผนังมดลูกด้วยฮอร์โมน (ตามรอบเดือนหรือใช้ยา)
2. ติดตามความหนาของผนังมดลูกด้วยอัลตราซาวด์
3. ละลายตัวอ่อนแช่แข็ง (Thawing) ในวันที่นัดย้าย
4. ย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก
5. นัดตรวจการตั้งครรภ์ประมาณ 2 สัปดาห์หลังย้าย
คำถามที่พบบ่อย
Q. FET คืออะไร?
A. FET (Frozen Embryo Transfer) คือการย้ายตัวอ่อนแช่แข็ง โดยนำตัวอ่อนที่ถูกแช่แข็งเก็บไว้มาผ่านกระบวนการละลาย (Thawing) แล้วย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก ซึ่งแตกต่างจากการย้ายตัวอ่อนรอบสด (Fresh) ที่ย้ายตัวอ่อนทันทีหลังปฏิสนธิ 3–6 วัน
Q. FET ดีกว่าการย้ายตัวอ่อนรอบสด (Fresh) อย่างไร?
A. FET ให้อัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์สูงกว่าการย้ายตัวอ่อนรอบสด เพราะร่างกายได้พักฟื้นหลังกระตุ้นรังไข่อย่างน้อย 1 รอบเดือน ทำให้ผนังมดลูกกลับสู่ภาวะปกติและพร้อมรับตัวอ่อนมากขึ้น นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (OHSS)
Q. ภาวะ OHSS คืออะไร และ FET ช่วยป้องกันได้อย่างไร?
A. OHSS (Ovarian Hyperstimulation Syndrome) คือภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป ทำให้มีของเหลวสะสมในช่องท้อง อาการบวมน้ำ ท้องอืด และในรายรุนแรงอาจมีภาวะหายใจลำบากหรือไตวาย การทำ FET ช่วยลดความเสี่ยงนี้เพราะย้ายตัวอ่อนหลังจากร่างกายฟื้นตัวจากการกระตุ้นรังไข่แล้ว
Q. ตัวอ่อนแช่แข็งสามารถเก็บไว้ได้นานแค่ไหน?
A. ตัวอ่อนแช่แข็งสามารถเก็บรักษาได้เป็นระยะเวลานาน และคนไข้สามารถเลือกเวลาที่สะดวกในการย้ายตัวอ่อนได้ เช่น 3–4 เดือนหลังกระบวนการปฏิสนธิ หรือเมื่อร่างกายและจิตใจมีความพร้อม
Q. ใครบ้างที่ควรทำ FET แทนการย้ายตัวอ่อนรอบสด?
A. แนะนำสำหรับคนไข้ที่มีความเสี่ยงภาวะ OHSS, คนไข้ที่ผนังมดลูกยังไม่พร้อมหลังการกระตุ้นรังไข่, คนไข้ที่ต้องการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A) ก่อนย้าย หรือคนไข้ที่ต้องการเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์
บทความเกี่ยวกับ ย้ายตัวอ่อนแช่แข็ง FET
บริการ ย้ายตัวอ่อนแช่แข็ง FET
เทคโนโลยีห้องแล็บเลี้ยงตัวอ่อนขั้นสูง มาตรฐานสากลเพื่อโอกาสสำเร็จสูงสุด
ข้อดีของตัวอ่อนระยะ Blastocyst (Day 5) เพิ่มโอกาสฝังตัวสำเร็จสูงสุด
เกรดตัวอ่อนกับโอกาสสำเร็จ ตัวอ่อนเกรดไหนมีโอกาสตั้งครรภ์สูงสุด?
ขั้นตอนการละลายตัวอ่อนแช่แข็ง เพื่อเตรียมย้ายกลับเข้าโพรงมดลูก
ย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง (FET) ดีอย่างไร ขั้นตอนและข้อควรรู้
