สำหรับคู่รักที่กำลังจูงมือกันเดินเข้าสู่เส้นทางการทำเด็กหลอดแก้ว หรืออิกซี่ (ICSI) เพื่อเติมเต็มความฝันในการมีเจ้าตัวเล็ก หมอเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินคำว่า “การย้ายตัวอ่อน” (Embryo Transfer) ซึ่งเปรียบเสมือนก้าวสุดท้ายที่สำคัญที่สุดในห้องแล็บ ก่อนที่ตัวอ่อนจะเข้าไปเจริญเติบโตในอ้อมกอดของคุณแม่ครับ
แต่รู้ไหมครับว่า ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปไกลมาก จนทำให้เราไม่จำเป็นต้องย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกทันทีในรอบที่เก็บไข่ (หรือที่เรียกว่ารอบสด: Fresh Transfer) อีกต่อไปแล้วครับ แพทย์ยุคใหม่มักจะแนะนำให้ทำการแช่แข็งตัวอ่อนเอาไว้ก่อนด้วยเทคโนโลยีความเย็นจัด แล้วค่อยนัดคุณแม่กลับมาทำการ “ย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง” หรือ FET (Frozen Embryo Transfer) ในรอบเดือนถัดไป
นาทีแรกที่คุณหมอเดินมาบอกว่า “รอบนี้เรายังไม่ย้ายตัวอ่อนนะ หมอจะขอแช่แข็งเก็บไว้ก่อน” คุณแม่หลายท่านอาจจะเกิดความกังวลใจ เกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า การเก็บตัวอ่อนแช่แข็งไว้จะทำให้ตัวอ่อนเสื่อมคุณภาพลงไหม? ทำไมไม่ย้ายรอบสดให้จบ ๆ ไปเลยล่ะ? วันนี้หมอจะมาถอดรหัสชำแหละให้ฟังกันแบบเจาะลึกตามหลักวิทยาศาสตร์เลยครับว่า ทำไมการย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง (FET) ถึงกลายมาเป็นกุญแจสำคัญที่พลิกเกม และช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นได้อย่างน่าทึ่งครับ
🔬 ทำความเข้าใจระบบ: การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง (FET) คืออะไร?
หมอขออธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ แบบนี้ครับ ในกระบวนการทำ ICSI ปกติแล้วเราจะต้องมีการฉีดยากระตุ้นรังไข่ เพื่อให้มีฟองไข่โตขึ้นมาพร้อมกันหลาย ๆ ใบ จากนั้นแพทย์ก็จะทำการเจาะเก็บไข่ออกมาปฏิสนธิกับอสุจิในห้องปฏิบัติการ และเลี้ยงจนเติบโตกลายเป็นตัวอ่อนระยะเด่นที่เรียกว่า “Blastocyst” (ตัวอ่อนอายุประมาณ 5-6 วัน)
หากเป็นในอดีต เมื่อได้ตัวอ่อนระยะนี้แล้ว แพทย์ก็จะทำการย้ายกลับเข้าสู่มดลูกของคุณแม่ในรอบนั้นทันที แต่สำหรับการทำ FET (Frozen Embryo Transfer) นั้น นักวิทยาศาสตร์จะนำตัวอ่อนระดับพรีเมียมเหล่านั้นมาผ่านกระบวนการแช่แข็งอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เรียกว่า Vitrification (การแช่แข็งแบบผลึกแก้ว) ในไนโตรเจนเหลวที่มีอุณหภูมิต่ำถึง -196 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้อายุและกิจกรรมทางชีวภาพของตัวอ่อนหยุดนิ่งสนิทลงทันที โดยไม่เกิดเกล็ดน้ำแข็งไปทำลายเนื้อเยื่อตัวอ่อนเลยครับ
เมื่อร่างกายของคุณแม่กลับคืนสู่ความสมดุล มีฮอร์โมนที่นิ่งและเยื่อบุโพรงมดลูกพร้อมเต็มที่แล้ว แพทย์จึงจะทำการละลายตัวอ่อน (Thawing) ออกมาอย่างประณีต เพื่อย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกที่ถูกจัดเตรียมสภาพแวดล้อมไว้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดนั่นเองครับ
📊 ตารางเปรียบเทียบ: ย้ายตัวอ่อนรอบสด (Fresh) VS รอบแช่แข็ง (FET)
เพื่อให้เห็นภาพข้อแตกต่างเชิงโครงสร้างและตัวเลขสถิติชัดเจนขึ้น หมอทำตารางเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญระหว่างการย้ายทั้ง 2 รูปแบบมาให้ดูกันครับ:
| หัวข้อเปรียบเทียบ | การย้ายตัวอ่อนรอบสด (Fresh Transfer) | การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง (FET) |
| สภาพฮอร์โมนคุณแม่ | ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนพุ่งสูงผิดปกติจากการฉีดยากระตุ้นไข่ | ฮอร์โมนอยู่ในระดับสมดุลใกล้เคียงธรรมชาติ หรือควบคุมได้แม่นยำด้วยยา |
| การเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก | ต้องเตรียมไปพร้อม ๆ กับรอบกระตุ้นไข่ มดลูกอาจเปิดรับตัวอ่อนไม่ตรงรอบ | แพทย์สามารถเลือกเวลาและเตรียมความหนาให้เป๊ะที่สุดที่ 8-10 มิลลิเมตร |
| การตรวจโครโมโซมตัวอ่อน | ทำได้ยากมากเพราะต้องรอผลแล็บ 7-14 วัน ซึ่งมดลูกจะเลยช่วงฝังตัวไปแล้ว | ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีเวลาคัดกรองตัวอ่อนที่ปกติ 100% ก่อนย้าย |
| ความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน (OHSS) | เสี่ยงสูง หากคุณแม่มีไข่โตจำนวนมากและเกิดการตั้งครรภ์ในรอบนั้น | เสี่ยงต่ำมากจนแทบเป็น 0% เพราะร่างกายได้พักฟื้นสมดุลฮอร์โมน |
| อัตราการตั้งครรภ์เฉลี่ย | ประมาณ 40-50% (ขึ้นอยู่กับปัจจัยอายุ) | สูงถึง 60-75% (เมื่อทำร่วมกับการตรวจโครโมโซม PGT-A) |
💡 เจาะลึก 5 ข้อดีหลักของการเลือกย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง (FET)
ทำไมตัวเลขความสำเร็จของการทำ FET ถึงพุ่งสูงกว่ารอบสดอย่างชัดเจน? หมอสรุปข้อดีที่เป็นวิทยาศาตร์การแพทย์เน้น ๆ มาให้ 5 ข้อ ดังนี้ครับ
1. ร่างกายคุณแม่มีเวลาฟื้นตัวและปรับสมดุลฮอร์โมนอย่างเต็มที่
ในรอบที่ต้องฉีดยากระตุ้นรังไข่เพื่อให้ได้ไข่หลาย ๆ ใบ ร่างกายของคุณแม่จะได้รับฮอร์โมนกระตุ้นในปริมาณที่สูงมาก ส่งผลให้ระดับเอสโตรเจนพุ่งสูงกว่ารอบธรรมชาติหลายเท่าตัว สภาวะนี้ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย มดลูกเกิดความตึงเครียด และสภาพแวดล้อมภายในช่องท้องไม่เอื้อต่อการฝังตัวของสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ การทำ FET จะช่วยแยกขั้นตอน “การเก็บไข่” ออกจาก “การย้ายตัวอ่อน” อย่างเด็ดขาด ทำให้คุณแม่มีเวลาพักผ่อน ทานอาหารบำรุง และเคลียร์ฮอร์โมนตกค้างให้ออกไปจากร่างกายจนหมดสิ้น สุขภาพกายและใจจึงพร้อม 100% สำหรับการโอบอุ้มลูกน้อยครับ
2. หมดกังวลเรื่องภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (OHSS)
สำหรับคุณแม่ที่มีฟองไข่ตั้งต้นจำนวนมาก (เช่น เกิน 15-20 ใบขึ้นไป) โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ หรือ PCOS การฉีดยากระตุ้นไข่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เรียกว่า OHSS (Ovarian Hyperstimulation Syndrome) ซึ่งจะทำให้มีอาการท้องอืดอย่างรุนแรง น้ำท่วมในช่องท้อง หรือหายใจลำบาก หากเราฝืนย้ายตัวอ่อนรอบสดแล้วเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา ฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์จะยิ่งไปกระตุ้นให้ภาวะ OHSS นี้รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ครับ การเลือกใช้กลยุทธ์ Freeze-all policy (แช่แข็งตัวอ่อนไว้ทั้งหมด) แล้วรอให้รังไข่ยุบตัวลงมาเป็นปกติในรอบเดือนถัดไป จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับชีวิตของคุณแม่ครับ
3. มีเวลาเหลือเฟือในการตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A)
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญเลยครับ! เพราะสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้การย้ายตัวอ่อนไม่สำเร็จหรือย้ายแล้วเกิดการแท้งในช่วงไตรมาสแรก มักมาจากตัวอ่อนมีความผิดปกติทางโครโมโซม (เช่น โครโมโซมเกินหรือขาด) การที่เราจะรู้ผลโครโมโซมได้นั้น นักวิทยาศาสตร์ต้องดึงเซลล์ตัวอ่อนในระยะ Blastocyst ไปส่งตรวจแล็บเจาะลึกทางพันธุกรรม ซึ่งต้องใช้เวลาวิเคราะห์ผลประมาณ 7-14 วันเต็ม ๆ ดังนั้น การแช่แข็งตัวอ่อนรอบ FET จะช่วยหยุดเวลาตัวอ่อนรอไว้ได้อย่างปลอดภัย เมื่อผลโครโมโซมรายงานออกมาว่าตัวอ่อนตัวไหนปกติสมบูรณ์ 100% หมอถึงจะเลือกหยิบตัวอ่อนพรีเมียมตัวนั้นมาย้ายกลับเข้ามดลูก ช่วยลดสถิติการแท้งและเพิ่มโอกาสจิ้มติดในรอบเดียวได้อย่างแม่นยำครับ
4. แพทย์สามารถเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกให้สมบูรณ์และมีความหนาในระดับทองคำ
ความพร้อมของบ้าน (มดลูก) มีผลต่อการฝังตัวของเมล็ดพันธุ์ (ตัวอ่อน) ถึง 50% เลยครับ ในรอบแช่แข็ง FET แพทย์จะไม่ต้องกังวลเรื่องฮอร์โมนรังไข่ตีกันเอง เราสามารถใช้ยาฮอร์โมนทดแทนจัดระเบียบรอบเดือนอย่างเป็นระบบ ค่อย ๆ บำรุงผนังมดลูกให้หนาตัวขึ้นอย่างประณีต จนกระทั่งได้ความหนาในระดับทองคำคือ 8-10 มิลลิเมตร เรียงตัวสวยงามเป็นโครงสร้าง 3 ชั้น (Triple-line pattern) และมีเส้นเลือดมาเลี้ยงอย่างสมบูรณ์ รวมถึงสามารถกำหนดวันและเวลาที่จะใส่โปรเจสเตอโรนเพื่อเปิด “หน้าต่างการฝังตัวของมดลูก” (Window of Implantation) ได้ตรงเป๊ะระนาบเดียวกับอายุของตัวอ่อน ทำให้โอกาสที่ตัวอ่อนจะเกาะหนึบขยับสูงขึ้นมากครับ
5. ลดภาวะความเครียดและความยืดหยุ่นในการวางแผนชีวิต
การทำเด็กหลอดแก้วมักมาพร้อมความเครียดสะสมครับ หากต้องลุ้นทั้งเรื่องไข่ ลุ้นทั้งเรื่องผนังมดลูกไปพร้อม ๆ กันในสัปดาห์เดียว คุณแม่จะหลั่งฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ออกมา ซึ่งส่งผลให้มดลูกบีบตัวไล่ตัวอ่อนได้ การทำ FET ช่วยให้คุณแม่ปล่อยวางความกังวลในสเต็ปแรกไปได้เลยเมื่อรู้ว่ามีตัวอ่อนนอนรออยู่ในตู้แช่แข็งแล้ว คุณแม่สามารถดีไซน์ตารางงาน ลาพักร้อน หรือเลือกเดือนที่สะดวกกายสบายใจที่สุดในการนัดหมายเข้ามาทำการย้ายตัวอ่อนได้อย่างอิสระและมีความสุขครับ
⏱️ เจาะลึกขั้นตอนการเตรียมผนังมดลูกเพื่อย้ายตัวอ่อนรอบ FET
เมื่อคุณแม่พักฟื้นร่างกายเรียบร้อยและพร้อมที่จะเริ่มรอบการย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง (FET) แล้ว กระบวนการเตรียมตัวจะแบ่งออกเป็นสเต็ปหลัก ๆ ที่ล้อไปกับกลไกทางสรีรวิทยา ดังนี้ครับ:
1ตรวจประเมินและเริ่มใช้ยาบำรุงผนังมดลูก:ประจำเดือนมาวันที่ 2-3 ของรอบเดือน
คุณแม่เข้ามาพบแพทย์เพื่ออัลตราซาวด์ดูความเรียบร้อยของโพรงมดลูกว่าไม่มีถุงน้ำหรือพังผืดค้างอยู่ จากนั้นแพทย์จะเริ่มให้ยารับประทานกลุ่มเอสโตรเจน (Estrogen) เพื่อไปทำหน้าที่กระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกค่อย ๆ หนาตัวขึ้น และช่วยยับยั้งไม่ให้มีไข่ในรอบธรรมชาติโตขึ้นมาแทรกแซงฮอร์โมน
2อัลตราซาวด์วัดขนาดความหนามดลูก:ประมาณวันที่ 11-14 ของรอบเดือน
แพทย์จะนัดกลับมาอัลตราซาวด์เช็กความพร้อมของบ้าน หากเยื่อบุโพรงมดลูกมีความหนาตัวได้เกณฑ์มาตรฐานคือ 8-10 มิลลิเมตร และมีลักษณะเรียงตัวสวยงาม แพทย์จะเริ่มให้ยาฮอร์โมนตัวที่สองคือ โปรเจสเตอโรน (Progesterone) ทั้งแบบทานและแบบสอดช่องคลอด เพื่อปรับเปลี่ยนผนังมดลูกให้พร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน และทำการนับถอยหลังกำหนดวันย้ายตัวอ่อนที่แน่นอน
3กระบวนการละลายและย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง:หลังใช้ยาโปรเจสเตอโรนครบ 5-6 วัน
ในวันนัดหมาย นักวิทยาศาสตร์จะทำการละลายตัวอ่อนแช่แข็งออกมาล่วงหน้าประมาณ 1-2 ชั่วโมงเพื่อดูการคืนตัว (ซึ่งที่ GFC มีอัตราตัวอ่อนรอดชีวิตหลังละลายสูงเกือบ 100%) เมื่อคุณแม่มาถึง แพทย์จะใช้สายยางขนาดเล็กและนุ่มพิเศษ สอดผ่านปากมดลูกแล้ววางตัวอ่อนลงในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดภายใต้การดูหน้าจออัลตราซาวด์ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาเพียง 10-15 นาที ไม่เจ็บ ไม่ต้องดมยาสลบครับ หลังทำเสร็จนอนพักฟื้นสั้น ๆ 20-30 นาทีก็กลับบ้านได้เลย
4เจาะเลือดตรวจการตั้งครรภ์:10-14 วันหลังการย้ายตัวอ่อน
คุณแม่ต้องใช้ยาพยุงครรภ์อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอทุกวันห้ามขาด เพื่อช่วยให้ตัวอ่อนฝังตัวได้แน่นหนาขึ้น และเมื่อครบกำหนดประมาณ 10-14 วัน ก็สามารถเดินทางเข้ามาเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับฮอร์โมน HCG ยืนยันข่าวดีการตั้งครรภ์ที่คลินิกได้เลยครับ
ทำไมคู่รักมากมายถึงมั่นใจเลือกทำ FET และประสบความสำเร็จที่ GFC Clinic?
ความสำเร็จของการย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับดวง แต่อยู่ที่วิทยาศาสตร์ความแม่นยำในทุกจุดทศนิยมครับ ที่ GFC Clinic (Genesis Fertility Center) เรายกระดับมาตรฐานการทำ FET ให้พรีเมียมเพื่อมอบสถิติความสำเร็จที่ดีที่สุดให้แก่คุณ:
- สุดยอดเทคโนโลยีแช่แข็งและละลายตัวอ่อน: ห้องแล็บของเราควบคุมโดยทีมนักวิทยาศาสตร์เลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) ที่มีความชำนาญสูง เลือกใช้เทคนิค Vitrification ระดับสากล ทำให้เซลล์ตัวอ่อนได้รับการปกป้องอย่างสมบูรณ์แบบ อัตราการรอดชีวิตหลังละลายสูง มั่นใจได้ว่าตัวอ่อนที่ฟื้นขึ้นมาจะมีความแข็งแรงพร้อมฝังตัวเต็มร้อย
- นวัตกรรมการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน PGT-A ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน ความละเอียดสูง: ช่วยให้เราวิเคราะห์ลึกถึงระดับโครโมโซมได้อย่างแม่นยำ เลือกคัดเฉพาะตัวอ่อนที่เป็น Euploid (ปกติสมบูรณ์) มาทำการย้ายในรอบ FET ส่งผลให้อัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์พุ่งสูงถึง 70-75% ต่อการย้ายตัวอ่อนเพียง 1 ใบ
- การวิเคราะห์และการดูแลแบบ Tailor-made: ทีมแพทย์ GFC ทั้ง 6 ท่านของเรา ใส่ใจในรายละเอียดการเตรียมผนังมดลูกของคนไข้แต่ละรายอย่างประณีต มีการปรับเปลี่ยนโดสยาฮอร์โมนให้สอดคล้องกับสภาพร่างกายและไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในมดลูกที่ดีที่สุด
- การรักษาที่โปร่งใสและคุ้มค่า: เรามีแพ็กเกจการรักษาที่ชัดเจน รวมถึงบริการกระบวนการขั้นสูงอย่าง ICSI (เด็กหลอดแก้ว) แพ็กเกจและราคา ที่ครอบคลุม คุ้มค่า และไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง ให้คุณวางแผนงบประมาณได้อย่างสบายใจที่สุดครับ
เพราะเราเชื่อว่าทุกตัวอ่อนคือหนึ่งชีวิตและเป็นความหวังที่ยิ่งใหญ่ของครอบครัว… ปล่อยให้สถิติและความใส่ใจของเราพาคุณไปถึงฝัน นัดปรึกษาแพทย์ เพื่อวางแผนตรวจความพร้อมและเตรียมตัวย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็งอย่างปลอดภัยได้ตั้งแต่วันนี้ครับ
FAQ — คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง (FET)
Q: การแช่แข็งตัวอ่อนไว้เป็นเวลานาน ๆ คุณภาพของตัวอ่อนจะลดลงหรือทำให้เด็กเกิดมาพิการไหม?
A: ไม่ลดลงและไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแน่นอนครับ การแช่แข็งด้วยเทคนิค Vitrification ในอุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส คือการหยุดเวลาทางชีวภาพของเซลล์ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ โครงสร้าง สารพันธุกรรม และพลังงานในเซลล์จะถูกสตาฟไว้นิ่งสนิท ไม่ว่าจะแช่แข็งไว้ 1 เดือน 1 ปี หรือยาวนานเป็น 10 ปี เมื่อละลายออกมาคุณภาพของตัวอ่อนก็จะยังคงสมบูรณ์เท่ากับ ณ วันแรกที่เก็บแช่แข็งไว้ และสถิติทั่วโลกยืนยันว่าเด็กที่เกิดจากรอบ FET มีอัตราความปกติของร่างกายไม่ต่างจากรอบสดหรือเด็กที่เกิดตามธรรมชาติครับ
Q: ถ้าเคยย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง (FET) แล้วไม่ติด ในรอบถัดไปสามารถทำต่อเนื่องได้เลยไหม?
A: ในหลาย ๆ เคสสามารถทำต่อเนื่องในรอบเดือนถัดไปได้เลยครับ หากคนไข้ยังมีตัวอ่อนแช่แข็งเหลือสำรองอยู่ในคลังเก็บตัวอ่อน และแพทย์ตรวจเช็กอัลตราซาวด์แล้วพบว่าสภาพโพรงมดลูกยุบตัวเคลียร์ตัวเองเรียบร้อย ไม่มีถุงน้ำค้างในรังไข่ ก็สามารถเริ่มทานยาเตรียมผนังมดลูกรอบใหม่ต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลารอนานครับ ยกเว้นในบางกรณีที่แพทย์อาจพิจารณาให้พัก 1 รอบเดือนเพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก (Hysteroscopy) ในเคสที่ย้ายตัวอ่อนคุณภาพดีแล้วไม่ฝังตัวครับ
Q: หลังย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง (FET) เสร็จแล้ว จำเป็นต้องนอนติดเตียงห้ามนอนตะแคงขยับตัวไหม?
A: เป็นความเชื่อที่ผิดและไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นครับ หลังแพทย์ทำการย้ายตัวอ่อนเสร็จ คุณแม่นอนพักที่คลินิกประมาณ 20-30 นาทีเพื่อให้จิตใจผ่อนคลาย จากนั้นสามารถลุกขึ้นแต่งตัว เดิน ปัสสาวะ ขับรถ หรือขึ้นบันไดเบา ๆ ได้ตามปกติเลยครับ ตัวอ่อนไม่ได้หลุดร่วงลงมาตามแรงโน้มถ่วงโลกเนื่องจากช่องว่างในโพรงมดลูกจะแนบชิดกันและมีมูกธรรมชาติคอยโอบอุ้มไว้ การนอนนิ่ง ๆ อยู่บนเตียงเป็นเวลานานหลายวันโดยไม่ขยับเลยจะยิ่งทำให้เครียดสะสม และส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงมดลูกได้น้อยลง ซึ่งส่งผลเสียต่อการฝังตัวมากกว่าครับ
Q: ในรอบเตรียมย้ายตัวอ่อน FET แนะนำให้ฉีดเชื้ออสุจิหรือมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติร่วมด้วยไหม?
A: ไม่แนะนำอย่างยิ่งครับ และแพทย์มักสั่งให้งดการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเตรียมมดลูกและหลังย้ายตัวอ่อนครับ เนื่องจากการรักษาในรอบ FET แพทย์จะให้ยาฮอร์โมนเพื่อควบคุมผนังมดลูกและบล็อกไม่ให้มีการตกไข่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่หากเกิดเหตุบังเอิญมีไข่หลุดตกขึ้นมาแล้วมีการฟีเจอริ่งกัน อาจทำให้เกิดการปฏิสนธิซ้อนซ้ำกับการย้ายตัวอ่อนในแล็บ ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเกิดครรภ์แฝดจำนวนมากเกินไปซึ่งเป็นอันตราย หรือการมีเพศสัมพันธ์อาจกระตุ้นให้เกิดการติดเชื้อในช่องคลอดและการบีบตัวของมดลูก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวอ่อนที่แพทย์ย้ายเข้าไปครับ
Q: ระหว่างเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกรอบ FET ทำไมบางคนได้รอบธรรมชาติ (Natural Cycle) บางคนได้รอบใช้ยาฮอร์โมนทดแทน (HRT)?
A: ขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมการมาของประจำเดือนและความสม่ำเสมอของรอบไข่ตก ในคุณแม่แต่ละท่านครับ คนไข้ที่อายุน้อยและมีประจำเดือนมาตรงเป๊ะทุกเดือน แพทย์อาจเลือกวิธีรอบธรรมชาติ (Natural Cycle) โดยอาศัยฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นเองเพื่อบำรุงมดลูก ซึ่งข้อดีคือเจ็บตัวน้อยและใช้ยาน้อยมาก ส่วนคนไข้ที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เป็น PCOS หรืออายุมาก แพทย์จะเลือกวิธีใช้ยาฮอร์โมนทดแทน (Programmed / HRT Cycle) เพื่อให้แพทย์สามารถควบคุมความหนาของมดลูกและกำหนดวันเวลาในการย้ายตัวอ่อนได้อย่างแม่นยำ 100% โดยไม่ต้องนั่งลุ้นวันไข่ตกตามธรรมชาติ ซึ่งอัตราการตั้งครรภ์สำเร็จของทั้งสองวิธีนี้ให้ผลลัพธ์ที่ดีใกล้เคียงกันมากครับ
Q: ค่าใช้จ่ายในการย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง (FET) สูงกว่ารอบสดมากไหม?
A: หากมองเฉพาะในรอบนั้น ๆ การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนของ “ค่าบริการแช่แข็งตัวอ่อน ค่ารักษาสภาพในคลังแช่แข็ง ค่าละลายตัวอ่อน และค่ายาเตรียมมดลูก” เพิ่มขึ้นมาครับ แต่หากเรามองในภาพรวมของความคุ้มค่า (Cost-effectiveness) การทำ FET ร่วมกับการตรวจโครโมโซมช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์สำเร็จสูงกว่ารอบสดเกือบเท่าตัว ทำให้ลดโอกาสล้มเหลว ลดค่าใช้จ่ายในการต้องกลับมาเริ่มต้นกระตุ้นไข่เจ็บตัวรอบใหม่ ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและประหยัดงบประมาณในระยะยาวเพื่อแลกกับความสำเร็จที่รวดเร็วที่สุดครับ คุณแม่สามารถเช็กรายละเอียดได้ที่ ICSI (เด็กหลอดแก้ว) แพ็กเกจและราคา ของคลินิกเราได้เลยครับ

