สรุปสั้น: เทสโทสเตอโรนที่ได้รับจากภายนอก เช่น ยาฉีดหรือเจล อาจกดสัญญาณฮอร์โมนจากสมองที่สั่งให้อัณฑะสร้างอสุจิ ทำให้อสุจิลดลงหรือไม่พบอสุจิในน้ำเชื้อได้ ผู้ที่ใช้ฮอร์โมนอยู่และกำลังวางแผนมีลูกควรแจ้งแพทย์ผู้สั่งยาและเข้ารับการประเมินภาวะเจริญพันธุ์ ไม่ควรหยุดหรือเปลี่ยนยาเองจากข้อมูลออนไลน์
ทำไมฮอร์โมนสูงขึ้น แต่อสุจิอาจลดลง
อัณฑะต้องอาศัยสัญญาณฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองในการสร้างอสุจิ เมื่อร่างกายได้รับเทสโทสเตอโรนจากภายนอก สมองอาจ “รับรู้” ว่ามีฮอร์โมนพอแล้วและลดการส่งสัญญาณลง ผลคือระดับเทสโทสเตอโรนในเลือดอาจดูปกติหรือสูง แต่การสร้างอสุจิในอัณฑะลดลง
ดังนั้นผลเลือดที่ดีขึ้น ความต้องการทางเพศ หรือร่างกายที่แข็งแรงขึ้น ไม่สามารถใช้ยืนยันว่ามีอสุจิเพียงพอสำหรับการมีลูก ต้องประเมินแยกกัน
| ข้อมูล | ช่วยตอบเรื่องใด | สิ่งที่ยังสรุปไม่ได้ |
|---|---|---|
| ประวัติการใช้ยา/ฮอร์โมน | ชนิดยา เหตุผลที่ใช้ ระยะเวลา และผู้ดูแลการรักษา | ผลกระทบต่ออสุจิของแต่ละคนจากชื่อยาอย่างเดียว |
| ผลเลือดฮอร์โมน | ภาวะฮอร์โมนตามชนิดการตรวจและเวลาที่เก็บ | จำนวนและการเคลื่อนไหวของอสุจิ |
| ผลวิเคราะห์น้ำเชื้อ | ปริมาณ จำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่างอสุจิ | โอกาสตั้งครรภ์ที่แน่นอนจากผลครั้งเดียว |
ควรเตรียมข้อมูลอะไรไปพบแพทย์
รวบรวมรายชื่อยาที่ใช้ทั้งหมด รวมถึงยาฉีด เจล อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์ที่ไม่แน่ใจส่วนประกอบ (ถ่ายรูปฉลากไปด้วยได้) พร้อมระบุว่าเริ่มใช้เมื่อไร ใช้รักษาภาวะใด และใครเป็นผู้สั่งยา
- ผลตรวจฮอร์โมนและผลตรวจน้ำเชื้อเดิม พร้อมวันที่ตรวจ
- เคยมีลูกหรือเคยทำให้คู่ตั้งครรภ์มาก่อนหรือไม่
- พยายามมีลูกมานานเท่าไร และอยากเริ่มแผนเมื่อไร
- อายุและผลตรวจภาวะเจริญพันธุ์ของคู่
- เคยแช่แข็งอสุจิเก็บไว้หรือไม่
ไม่จำเป็นต้องมีผลตรวจครบก่อนนัด ผู้ที่ยังไม่เคยตรวจสามารถเริ่มจากการทบทวนประวัติ แล้วให้แพทย์เลือกการตรวจที่จำเป็น หากต้องตรวจน้ำเชื้อ อ่านวิธีเตรียมตัวได้ที่ เตรียมตัวก่อนตรวจสเปิร์ม
แพทย์อาจประเมินอะไรเพิ่มเติม
การประเมินฝ่ายชายเริ่มจากประวัติและการตรวจน้ำเชื้อ และอาจตรวจร่างกายหรือตรวจฮอร์โมนเพิ่มตามข้อบ่งชี้ หากผลผิดปกติ อาจต้องติดตามหรือตรวจเพิ่มเพื่อแยกว่าเกิดจากยาหรือสาเหตุอื่น เพราะอสุจิน้อยไม่ได้เกิดจากเทสโทสเตอโรนเพียงอย่างเดียวเสมอไป (ดูสาเหตุอื่นได้ที่ ภาวะมีบุตรยากในผู้ชาย)
คำถามที่ควรถามเมื่อได้ผลตรวจคือ ผลนี้เปลี่ยนแผนมีลูกอย่างไร ต้องติดตามเมื่อไร และแพทย์ที่ดูแลฮอร์โมนกับแพทย์ด้านภาวะเจริญพันธุ์จะประสานแผนกันอย่างไร
ต้องหยุดฮอร์โมนนานเท่าไรจึงจะมีลูกได้
ไม่มีระยะเวลาเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน ขึ้นกับชนิดยา ระยะเวลาที่ใช้ ผลตรวจ และเหตุผลทางการแพทย์ที่ต้องใช้ฮอร์โมน การหยุดยาเองอาจกระทบภาวะที่กำลังรักษาอยู่ ควรวางแผนกับแพทย์ และนำอายุและผลประเมินของฝ่ายหญิงมาพิจารณาร่วมด้วย ไม่วางแผนฝ่ายชายแยกออกมา
จำเป็นต้องทำ ICSI หรือไม่
ไม่ใช่ทุกคน แพทย์จะเลือกวิธีตามผลตรวจของทั้งคู่ หากพิจารณาเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ยังต้องประเมินว่าจะได้อสุจิที่เหมาะสมหรือไม่ การทำ ICSI ไม่ได้แก้การกดการสร้างอสุจิด้วยตัวมันเอง อ่านภาพรวมได้ที่ บริการปรึกษาภาวะมีบุตรยาก และหากแพทย์แนะนำ ศึกษาขั้นตอน IVF/ICSI เพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อย
มีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ แปลว่าอสุจิปกติหรือไม่
ไม่ได้ ความต้องการทางเพศหรือการแข็งตัวไม่ได้บอกจำนวนอสุจิ ต้องตรวจน้ำเชื้อร่วมกับประวัติและผลตรวจอื่น
ผลเทสโทสเตอโรนปกติ ยังต้องตรวจน้ำเชื้อหรือไม่
หากกำลังวางแผนมีลูก ผลเลือดอย่างเดียวไม่บอกจำนวนและการเคลื่อนไหวของอสุจิ แพทย์จะพิจารณาว่าควรตรวจน้ำเชื้อเมื่อไรตามประวัติและเป้าหมายของคู่
ยังใช้ฮอร์โมนอยู่ นัดปรึกษาก่อนได้ไหม
ได้ ให้แจ้งยาที่ใช้ทั้งหมด จุดประสงค์ของการนัดคือประเมินและวางแผนร่วมกับแพทย์ ไม่ต้องหยุดหรือเปลี่ยนยาเองก่อนมาพบแพทย์
เริ่มวางแผนกับ GFC
เตรียมรายชื่อยา ผลตรวจเดิม และช่วงเวลาที่อยากมีลูก แล้ว นัดพบแพทย์ครั้งแรก เพื่อประเมินทางเลือกที่เหมาะกับทั้งคู่
แหล่งข้อมูลทางการแพทย์: AUA/ASRM Guideline การวินิจฉัยและรักษาภาวะมีบุตรยากในผู้ชาย, ASRM ReproductiveFacts (Testosterone use and male infertility; Male fertility evaluation)
